ภูเขาเอเวอเรสต์ ผู้เสียชีวิต “ที่มีชื่อเสียง” (Mount Everest)

Everest ภูเขาเอเวอร์เรสต์
Shared:

ภูเขาเอเวอเรสต์ ร่างผู้เสียชีวิตที่ยังไม่ถูกค้นพบ

ในปัจจุบันยังคงไม่มีใครทราบแน่ชัดว่ามีศพอยู่บน ภูเขาเอเวอเรสต์ เป็นจำนวนกี่ศพ แต่ที่แน่ๆมีมากกว่า 300 ศพแน่นอน

ในช่วงหกทศวรรษที่ผ่านมา นักปีนเขาเสียชีวิตระหว่างการเดินทางขึ้นบน ภูเขาเอเวอเรสต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากพายุ ตกเขา หรือโรคที่เรียกว่า Altitude sickness ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดจากร่างกายไม่สามารถปรับตัวให้อยู่ในภาวะที่มีออกซิเจนน้อยได้ ทำให้เกิดอาการต่างๆตามมา เช่น ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ เหนื่อยง่าย ซึ่งอาการอาจจะรุนแรงมากขึ้น จนอาจเสียชีวิตได้

การเอาซากศพออกจากยอดเขาเป็นเรื่องอันตรายมาก ร่างกายที่ถูกแช่แข็งสามารถมีน้ำหนักมากกว่า 300 ปอนด์

การบรรทุกน้ำหนักที่มากขนาดนั้นเหนือรอยแยกที่ลึกและสภาพอากาศที่ไม่แน่นอนจะทำให้นักปีนเขาตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตได้ง่ายมากขึ้น

นักปีนเขากว่า 8,000 คนได้ขึ้นไป และมันก็เป็นเรื่องปกติของนักปีนเขาเอเวอเรสต์ที่จะพบกับซากศพของมนุษย์ และในบรรดาภูเขาทั้งหมดที่นักปีนเขาต้องสูญเสียชีวิตไปนั้น ภูเขาเอเวอเรสต์ มีแนวโน้มที่จะเสี่ยงต่อการเจอศพมากที่สุดเนื่องจากมีนักปีนเขาจำนวนมากที่เสียชีวิตไประหว่างทาง

ภูเขาเอเวอเรสต์
Source: Richard Salisbury and Elizabeth Hawley, Himalaya Database (Credit: Nigel Hawtin)

ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือซากศพของ Tsewang Paljor นักปีนเขาหนุ่มชาวอินเดียที่เสียชีวิตในพายุหิมะปี พ.ศ. 2539

Tsewang Paljor หรือ Green Boots (รองเท้าบู้ทสีเขียว)

ภูเขาเอเวอเรสต์
Tsewang Paljor (Green Boots)
ภูเขาเอเวอเรสต์
ขวดออกซิเจนวางอยู่ข้างร่างของ Green Boots

ในวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2539 Subedar Tsewang Samanla, Lance Naik Dorje Morup และ หัวหน้าตำรวจ Tsewang Paljor เป็นส่วนหนึ่งของทีมหกคนจากฝั่งทิศเหนือ ความพยายามในความตั้งใจที่จะพิชิต ยอดเขาเอเวอเรสต์ โดยทีมนี้ไม่มี ชาวเชอร์ปา (Sherpa) เพื่อนำทางพวกเขา

พวกเขาเป็นทีมแรกของฤดูกาลที่ขึ้นไปที่ North Face ซึ่งสิ่งนี้มันจะเป็นความรับผิดชอบของพวกเขาเอง ในการแก้ไขเชือกในระหว่างการขึ้นไปด้านบน

ระหว่างการเดินทาง ทีมได้พบกับพายุหิมะเหนือแคมป์ IV ในขณะที่สมาชิกสามในหกคนปฏิเสธที่จะไปต่อ แต่ Samanla, Paljor และ Morup ตัดสินใจที่จะเดินหน้าเพื่อที่จะพิชิต ยอดเขาเอเวอร์เรสต์ให้ได้ พูดถึง Samanla เขาเป็นนักปีนเขาที่ประสบความสำเร็จ ที่ซึ่งเคยพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์มาแล้ว ในปี พ.ศ. 2527 และ ยอดเขากันเจนชุงคา (Kanchenjunga) ในปี พ.ศ. 2534

ทีมแรกนี้ มีสมาชิกซึ่งประกอบไปด้วย Paljor, Samanla, Morup, Jodh Singh และ Harbhajan Singh หลังจากที่ซิงห์สองคนเอาชนะอาการที่ถูกหิมะกัดได้พวกเขาก็ ตัดสินใจกลับไปที่ค่ายฐานของพวกเขา ตอนนี้ทีมก็จะมีเพียง 3 คน คือ Samanla, Morup, and Paljor

เวลาประมาณ 18:00 น. (15:45 น. ตามเวลาเนปาล) นักปีนเขาทั้ง 3 คนได้แจ้งให้หัวหน้าคณะสำรวจทราบว่าพวกเขามาถึงยอดเขาแล้ว

ในขณะที่ค่ายของอินเดียกำลังครึกครื้นในการเฉลิมฉลอง แต่นักปีนเขาคนอื่น ๆ บางคนที่ Base Camp ได้กล่าวถึงเวลาที่ทั้ง 3 คนไปถึงนั้นค่อนข้างช้า นอกจากนี้ยังมีข้อพิพาทอีกด้วยว่าทั้งสามไปถึง ยอดเขาเอเวอเรสต์ จริงหรือไม่

Krakauer อ้างว่านักปีนเขาอยู่ที่ 8,700 เมตร (28,550 ฟุต) หายไปประมาณ 150 เมตร (500 ฟุต) จากจุดสูงสุด ข้อมูลนี้มาจากการให้สัมภาษณ์ของทีมงานชาวญี่ปุ่น กับทาง Richard Cowpens จาก London Financial Express

เนื่องจากทัศนวิสัยไม่ดีและมีเมฆหนาซึ่งบดบังยอดเขานักปีนเขาจึงเชื่อว่าพวกเขามาถึงด้านบนแล้ว นอกจากนี้ยังอธิบายว่าเหตุใดนักปีนเขาทีมนี้ จึงไม่ไปหาทีมที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์จากฝั่งใต้

นักปีนเขาทั้งสามคนปักธงอธิษฐาน (Prayer Flag) กาตาส (Khatas – ผ้าพันคอพิธีทางพุทธศาสนาแบบทิเบตแบบดั้งเดิม) และพิตัน (Pitons – เดือยโลหะที่ใช้ในการปีนเขาเป็นจุดยึดเพื่อป้องกันการตกและช่วยในการปีนเขา) ไว้ Samanla หัวหน้าทีมพิชิตยอดเขา ตัดสินใจสละเวลาอีกนิดเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและสั่งให้นักปีนเขาอีกสองคนเริ่มทำเช่นกัน …..และไม่มีการติดต่อทางวิทยุอีกเลยหลังจากนั้น

ภูเขาเอเวอเรสต์
Prayer Flag ธงแห่งศรัทธา และความหวัง ของชาวเนปาล

เป็นเวลาเกือบ 20 ปีแล้ว ที่ร่างของ Tsewang Paljor หรือที่เรารู้จักในชื่อ รองเท้าบู้ทสีเขียว (Green Boots) เพราะรองเท้าบู้ทที่เขาใส่เป็นสีเขียวนีออน ร่างของเขายังคงอยู่ตรงจุดที่ใกล้กับ ยอดเขาเอเวอเรสต์ทางด้านเหนือ หรือ North Side

David Sharp (เดวิท ชาร์ป)

"Famous" BODIES That Were On Mount EVEREST  ภูเขาเอเวอเรสต์

ในปี พ.ศ. 2549 นักปีนเขาอีกคนหนึ่ง ชื่อ เดวิท ชาร์ป (David Sharp) เสียชีวิตในกรีนบูัท ในท่านั่ง มือกอดเข่าอยู่ตรงมุมของถ้ำ

เขาเป็นนักปีนเขาชาวอังกฤษที่เสียชีวิต ใกล้ยอดเขาเอเวอเรสต์ การเสียชีวิตของเขาทำให้เกิดการโต้เถียงและถกเถียงกันเพราะนักปีนเขาคนอื่นๆ เดินผ่านเขาไปและเดินกลับมาจากยอดเขา ในขณะที่เขากำลังจะตาย ถึงแม้ว่ายังคงมีคนอื่นๆจะพยายามช่วยเขาก็ตาม

ก่อนหน้านี้ เดวิท ชาร์ป ได้พิชิตยอดเขา Cho Oyu (ภูเขาที่สูงที่สุดเป็นลำดับที่ 6 ของโลก มีความสูง 8,188 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล) เขาได้รับการยอมรับว่าเป็นนักปีนเขาที่มีพรสวรรค์มากที่สุดคนหนึ่ง เนื่องจากเขาสามารถปรับตัวให้ชินกับสภาพอากาศได้ดี และเป็นที่รู้กันในวงการตั้งแคมป์ปีนเขาว่า เขาเป็นคนอารมณ์ดี

เขาปรากฏตัวในช่วงสั้น ๆ ในซีซันหนึ่งของรายการโทรทัศน์ Everest: Beyond the Limit ซึ่งถ่ายทำในฤดูกาลเดียวกับการเดินทางไปเอเวอเรสต์ครั้งสุดท้ายของเขา

เขาเป็นนักปีนเขาแบบฉายเดี่ยว และตั้งใจจะไปให้ถึง ยอดเขาเอเวอเรสต์ โดยไม่ใช้ออกซิเจนเสริม ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงอย่างมากแม้กระทั่งกับนักปีนเขาเอง หรือชาวเชอร์ปา (Sherpa) การปีนเขาครั้งนี้ของ เดวิด ชาร์ป เป็นการจองผ่านมาทาง บริษัท Asian Trekking ด้วยแพ็กเกจขั้นพื้นฐานสุดๆ ทั้งนี้หมายถึงจะไม่มีการช่วยเหลือหรือสนับสนุนใด หลังจากถึงความสูงที่กำหนดที่บริษัทจะพาไปถึง รวมถึงจะไม่มีชาวเชอร์ปา (Sherpa) ไปเป็นเพื่อนในฐานะคู่หู ถึงแม้ว่าทางบริษัทจะมีตัวเลือกเพิ่มเติมนี้ให้เลือกพร้อมค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน

เขารวมกลุ่มกับนักปีนเขาอิสระอีก 13 คน ได้แก่ Vitor Negrete, Thomas Weber และ Igor Plyushkin ทั้ง 3 คนเสียชีวิตจากการพยายามขึ้นยอดเขาในปีนั้นเช่นกัน ในส่วนของรายละเอียดของแพ็กเกจ ให้เฉพาะใบอนุญาตการเดินทางเข้าไปในทิเบต อุปกรณ์ออกซิเจน การขนส่ง อาหาร และเต็นท์ ขึ้นไปยังยอดเขาเอเวอเรสต์ “Advance Base Camp” (ABC) ที่ระดับความสูงประมาณ 6,340 ม. (20,800 ฟุต)

กลุ่มที่ ชาร์ป อยู่ด้วยนั้นไม่ใช่ “การสำรวจ” ที่แท้จริงและไม่มีผู้นำกลุ่ม แม้จะถือว่าเป็นจรรยาบรรณในการปีนเขาที่ดีที่สมาชิกในกลุ่มพยายามติดตามช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ชาร์ปอยู่ที่นั่นเป็นเวลาห้าวันเพื่อปรับตัวให้ชินกับระดับความสูง เขาเดินทางขึ้นและลงภูเขาหลายครั้งเพื่อจัดเตรียมข้าวของและปรับตัวให้ชินกับสภาพอากาศมากขึ้น ชาร์ปน่าจะออกเดินทางจาก Camp high บนภูเขาใต้สันเขาทางตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อไปพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ ในช่วงค่ำของวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2549

มีรายงานว่าเขามีปริมาณออกซิเจนเสริมที่จำกัดมาก ซึ่งเขาตั้งใจจะใช้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น ชาร์ปไปถึงยอดเขาได้ เตรียมตัวเพื่อลงมาในช่วงสายของวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2549

เขาถูกบังคับให้ตั้งแคมป์ชั่วคราว ในระหว่างการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ในความมืดที่ความสูงประมาณ 8,500 เมตร (28,000 ฟุต) ใต้ก้อนหินที่เรียกว่าถ้ำกรีนบู๊ทส์ ที่นั่นเขาถูกเอาชนะโดยองค์ประกอบต่างๆ เช่น ออกซิเจนเสริมที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอ ทั้งนี้รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่เขามีไม่เพียงพอสำหรับคืนที่หนาวที่สุดแห่งหนึ่งของฤดูกาล

ชาร์ปต้องพักผ่อนที่ถ้ำกรีนบู๊ทส์ เนื่องจากความหนาวเย็นและความเหนื่อยล้าที่รุนแรงบวกกับปัญหาเกี่ยวกับอุปกรณ์ของเขาและไม่มีออกซิเจนเสริม นอกจากนี้เขายังมีอาการเจ็บป่วยในระดับความสูง (Altitude sickness) เนื่องจากขาดออกซิเจนเสริม เขาไม่สามารถลุกขึ้นและไปต่อได้แม้ว่าเขาจะได้รับความช่วยเหลือจากนักปีนเขาคนอื่น ๆ และได้รับออกซิเจนเสริมแล้วก็ตาม ต่อมาในตอนเช้าของวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 และเขาก็เสียชีวิตในถ้ำกรีนบู๊ทส์แห่งนั้นนั่นเอง

Scott Fischer (สก็อต ฟิสเชอร์)

"Famous" BODIES That Were On Mount EVEREST  ภูเขาเอเวอเรสต์
ร่างของ Scott Fischer (สก็อต ฟิสเชอร์) บนยอดเขาเอเวอร์เรสต์

ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2539 สก็อต ฟิสเชอร์ (Scott Fischer) ได้นำทีม 18 คนในการปีนเขาเอเวอเรสต์ซึ่งรวมถึงไกด์สองคน ได้แก่ นีล บีเดิลแมน (Neal Beidleman) และอนาโตลี บูครีฟ (Anatoli Boukreev) และลูกค้าแปดคนโดยได้รับความช่วยเหลือจากชาวเชอร์ปาแปดคนที่นำโดย ลบแสง (Lopsang Jangbu)

ในวันที่ 6 พฤษภาคม ทีมเมาน์เทนแมดเนส ออกจากแคมป์ฐาน (ฺBase Camp) (5,364 เมตร) เพื่อปีนยอดเขา ที่แคมป์ II (6,400 เมตร) ฟิสเชอร์รู้ว่าเพื่อนของเขา เดล (Dale Kruse) ป่วยและไม่สามารถออกจากแคมป์ I ได้ (6,000 ม.) ฟิสเชอร์จึงมาจากแคมป์ II เพื่อมาพบกับเดล (Dale Kruse) และยังคงตั้งแคมป์ด้วยกันกับเขา

ฟิสเชอร์ได้นำเดล ไปส่งที่แคมป์ฐาน (ฺBase Camp) เรียบร้อย เขาขึ้นไปร่วมทีมของเขาอีกครั้งที่ Camp II และเขาเดินขึ้นไปยัง Camp III อย่างช้าๆ (7,200 เมตร) ในวันรุ่งขึ้นและในวันที่ 9 พฤษภาคมเขาออกจาก Camp III ไปยัง Camp IV ที่ South Col (7,950m)

ในวันที่ 10 พฤษภาคม ฟิสเชอร์ไปถึงยอดเขาหลัง 15:45 น. ซึ่งช้ากว่าเวลาที่ปลอดภัยอย่างมาก นั่นคือเวลา 14.00 น. เนื่องจากมีนักปีนเขาจำนวนมากผิดปกติที่พยายามขึ้นสู่ยอดเขาในวันเดียวกัน เขาอ่อนเพลียจากการปีนขึ้นและป่วยมากขึ้นเรื่อย ๆ และอาจเป็นโรค High-altitude pulmonary edema หรือเรียกสั้นๆว่า HAPE คือภาวะปอดบวมน้ำจากการอยู่ในพื้นที่สูง เป็นภาวะที่รุนแรงซึ่งอาจเกิดขึ้นเดี่ยวๆหรือเกิดขึ้นร่วมกับภาวะ High Altitude Cerebral Edema หรือเรียกสั้นๆว่า HACE คือภาวะสมองบวมจากการอยู่ในพื้นที่สูง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน เดินเซ เห็นภาพซ้อน ถ้ามีอาการรุนแรงมากจะมีชัก หมดสติ จนถึงเสียชีวิตได้

เมื่อพายุหิมะเริ่มต้นขึ้น ใกล้กับสันเขาทางตะวันออกเฉียงใต้ (8,400 ม.) ฟิสเชอร์ขอให้ Lopsang ลงมาโดยไม่มีเขาและส่ง Boukreev กลับไปหาเขาและทุกคนเพื่อช่วยเหลือ หลังจากพายุสงบลงในวันที่ 11 พฤษภาคม ชาวเชอร์ปา 2 คนก็มาถึงฟิสเชอร์ ซึ่งมาพร้อมกับ “มากาลู” เกามิงโฮ (Gau Ming-ho) หัวหน้าคณะเดินทางชาวไต้หวัน

ฟิสเชอร์ ไม่ตอบสนอง ชาวเชอร์ปาได้วางหน้ากากออกซิเจนไว้บนใบหน้าของเขาก่อนที่จะพา เกามิงโฮ (Gau Ming-ho) ไปที่ Camp IV หลังจากช่วยคนอื่นแล้ว Boukreev ก็มาถึง ฟิสเชอร์ซึ่งเหลือไว้แต่ร่างที่ไร้ลมหายใจของเขาเท่านั้น

เขาอธิบายว่าฟิสเชอร์ได้เปลื้องผ้าบางชิ้นออก ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับภาวะอุณหภูมิต่ำ “หน้ากากออกซิเจนของเขาอยู่รอบ ๆ ใบหน้า แต่ขวดว่างเปล่าไม่มีออกซิเจนเหลือ เขาไม่ได้สวมถุงมือ มือเขาเปล่าเปลือย เสื้อดาวน์ถูกปลดซิป ไหล่ข้างหนึ่งและแขนออกมาอยู่นอกเสื้อ ฉันไม่สามารถทำอะไรได้ สก็อตต์ตายไปแล้ว ” Boukreev ห่อหุ้มลำตัวส่วนบนของ ฟิสเชอร์ และย้ายร่างของเขาออกจากเส้นทางปีนเขาหลัก ร่างของเขายังคงอยู่บนภูเขา

"Famous" BODIES That Were On Mount EVEREST  ภูเขาเอเวอเรสต์
Fischer บน Annapurna ในปี พ.ศ. 2527

Lopsang Jangbu เสียชีวิตในเหตุการณ์หิมะถล่มในฤดูใบไม้ร่วงปี พ.ศ. 2539 ขณะเดินทางไปเอเวอเรสต์ และ Boukreev เสียชีวิตในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2540 ในเหตุการณ์หิมะถล่มในการเดินทางไปยัง อันนาปูร์นา (Annapurna)

เมาน์เทนแมดเนส (Mountain Madness) บริษัท ปีนเขาของ Fischer ถูกซื้อในปี พ.ศ. 2540 โดย Keith และ Christine Boskoff

George Mallory (จอร์จ มัลลอรี่)

George Mallory ภูเขาเอเวอเรสต์
George Herbert Leigh Mallory

ร่างของ จอร์จ ถูกพบบนยอด ภูเขาเอเวอเรสต์ ในปี พ.ศ. 2467 ซึ่งเป็นเวลาถึง 75 ปี หลังจากเกิดฤดูใบไม้ผลิที่อบอุ่นแบบผิดปกติ

จอร์จมีความตั้งใจที่จะขึ้นไปจุดสูงสุดของยอดเขาให้ได้ แต่การหายตัวไปของเขานั้น เกิดขึ้นก่อนที่ทุกคนจะได้ทราบว่าเขาทำสำเร็จหรือไม่

จอร์จถูกพบในปี พ.ศ. 2542 สิ่งที่พบได้แก่ ลำตัวส่วนบนของเขา ขาครึ่งหนึ่ง และแขนซ้ายซึ่งยังคงสมบูรณ์เกือบ 100% จากการแช่แข็ง เขาแต่งชุดทวีตสูทในสมัยนั้น รอบตัวเขารายล้อมไปด้วยอุปกรณ์ปีนเขาแบบดั้งเดิมและขวดออกซิเจนที่หนักมาก

บางคนไม่สามารถที่จะปีนเขาต่อไปได้อีก

ในปี พ.ศ. 2553 Van Hurck นักปีนเขาสมัครเล่นชาวเบลเยี่ยม เดินทางมาปีนเขาเอเวอเรสต์จากทางฝั่งทิศเหนือ (North side) ระหว่างทางเดินขึ้นนั้น เขาได้เหลือบไปเห็นมวลสีบนพื้นหิมะ เขารู้ว่านั่นคือนักปีนเขาที่ต้องการความช่วยเหลือ เขารีบเข้าไปช่วยเหลือในทันที แต่ในขณะนั้นเขาเห็นถุงใบหนึ่ง

มีใครบางคนใช้ถุงพลาสติกเพื่อคลุมศรีษะของชายคนนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้นกบริเวณนั้นเข้ามาจิกและกัดลูกตาของเขา

Van Hurck เริ่มรู้สึกไม่ดีในการที่จะเดินหน้าปีนเขาต่อ และเพื่อที่จะไปฉลองชัยชนะหลังจากการพิชิต ยอดเขาเอเวอเรสต์สำเร็จ

เขาบอกว่า “เขารู้สึกตกใจมากและหันหลังกลับทันที”


ภูเขาเอเวอเรสต์
มุ่งหน้าเพื่อทำความฝันให้สำเร็จ

UPDATED: ศพไม่ต่ำกว่า 200 ศพกระจายทั่วภูเขาในเส้นทางต่างๆ บางส่วนถูกฝังอยู่ในซอกหลืบลึก คนอื่น ๆ พักผ่อนในสถานที่ ซึ่งต่างจากที่ที่พวกเขาเสียชีวิตเนื่องจากธารน้ำแข็งเคลื่อนตัวและบางส่วนถูกเคลื่อนย้ายโดยเจตนา ในปี พ.ศ. 2557 ชาวจีนได้ย้าย Tsewang Paljor“ Green Boots” ออกจากเส้นทาง ทั้งนี้ร่างกายของเขายังมองเห็นได้ แต่เริ่มระบุได้ยาก

ที่มา:

Everest ภูเขาเอเวอร์เรสต์
Everest ภูเขาเอเวอร์เรสต์

Shared: