เท็ด บันดี้ ( Ted Bundy ) ฆาตกรต่อเนื่อง หน้าตาดี ขวัญใจสาวๆ

เท็ด บันดี้ Ted Bundy
Shared:

เท็ด บันดี้ ( Ted Bundy ) เป็นหนึ่งในอาชญากรที่มีชื่อเสียงที่สุดในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าได้สังหารผู้หญิงอย่างน้อย 36 คนในปี 1970 เขาถูกประหารชีวิตด้วยเก้าอี้ไฟฟ้าในปี 1989

เท็ด บันดี้ (Ted Bundy) คือใคร?

เขาเป็นฆาตกรต่อเนื่องในปี 1970 ผู้ข่มขืนและชอบมีอะไรกับศพ (necrophiliac) เขาถูกประหารชีวิตด้วยเก้าอี้ไฟฟ้าในฟลอริดาในปี 1989 คดีของเขาได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับนวนิยายและภาพยนตร์หลายเรื่องเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่อง

พ่อแม่และพี่น้องของเท็ด

เอลเลนอร์ หลุยส์ โคเวลล์ (Eleanor Louise Cowell) หรือ หลุยส์ (Louise) อายุ 22 ปี ยังไม่ได้แต่งงานเมื่อเธอให้กำเนิดลูกชายของเธอเท็ด

พ่อของ เท็ด อาจเป็น ลอยด์ มาร์แชล (Lloyd Marshall) ทหารผ่านศึกของกองทัพอากาศและผู้สำเร็จการศึกษาจาก เพนน์ สเตท (Penn State) จากคำบอกเล่าของ แอนน์ รูล (Ann Rule) เพื่อนร่วมงานของ เท็ดและผู้เขียนหนังสือ The Stranger Beside Me

แหล่งข่าวบางแห่ง บอกว่าพ่อของเท็ด มีชื่อว่า แจ๊ค เวิร์ธธิงตัน ในขณะที่มีข่าวลือว่าพ่อของเขายังเป็นปู่ของเขาเองอีกด้วย เพราะว่าในรายละเอียดใบสูติบัตร แจ้งเกี่ยวกับพ่อเขาว่า “ไม่ระบุ” ตัวตนของบิดาผู้ให้กำเนิดยังไม่ได้รับการยืนยัน

ในปี 1951 หลุยส์แม่ของ เท็ดได้แต่งงานกับ จอห์นนี่ บันดี้, เท็ดใช้นามสกุลของ จอห์นนี่ แต่มีรายงานว่าเขาไม่เคารพพ่อเลี้ยงของเขามากนัก เพราะว่าเขาไม่พอใจที่พ่อเลี้ยงเป็นคนไร้การศึกษาและเป็นชนชั้นกรรมกร จอห์นนี่และหลุยส์มีลูกด้วยกันหลายคน

หลุยส์ทำงานเป็นเลขานุการที่มหาวิทยาลัย Puget Sound และยังแต่งงานกับจอห์นนี่ในปี 1970 เมื่อเท็ดถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรม หลุยส์ เธอปฏิเสธที่จะเชื่อข้อกล่าวหานี้เป็นเวลาหลายปี แม้ว่าเธอจะเปลี่ยนท่าทีหลังจากที่เขาสารภาพและรับผิด

ชีวิตในวัยเด็ก

เท็ดเกิดใน เบอร์ริงตัน, เวอร์มอนต์ ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 1946 บันดี้เริ่มต้นชีวิตด้วยความอัปยศที่เป็นความลับของแม่ เนื่องจาก เท็ดเป็นลูกนอกสมรส ทำให้พ่อแม่ที่เคร่งศาสนาของเธอต้องอับอาย หลุยส์ส่ง เท็ดไปที่บ้านสำหรับแม่ที่ยังไม่ได้สมรสในเวอร์มอนต์ และต่อมาก็พาเขาไปหาพ่อแม่ที่ฟิลาเดลเฟีย

เพื่อที่จะซ่อนความจริง ที่ว่า เท็ดเป็นลูกนอกสมรส เขาถูกเลี้ยงดูในฐานะบุตรบุญธรรมของปู่ย่าตายายของเขา และบอกคนอื่นๆว่า หลุยส์ แม่ของเขาคือพี่สาวของเขาเอง หลุยส์ ย้ายไป ทาโคมา, กรุงวอชิงตัน กับ เท็ดไม่กี่ปีต่อมา เธอก็แต่งงานกับจอห์นนี่พ่อเลี้ยงของเขา

จากที่ได้กล่าวมา เขาเติบโตขึ้นมาในครอบครัวชนชั้นแรงงาน เขามีความสนใจแบบผิดปกติและน่าขยะแขยงตั้งแต่อายุยังน้อย ประมาณ 3 ขวบ เขามีความหลงไหลในมีด บันดี้เป็นเด็กขี้อาย แต่สดใสบันดี้ทำได้ดีในโรงเรียน แต่ไม่ใช่กับเพื่อน ๆ

ในช่วงวัยรุุ่น ด้านมืดของตัวเขาเริ่มปรากฏขึ้น เขาชอบแอบดูหน้าต่างของคนอื่นและคิดว่าไม่มีใครที่ต้องการจะขโมยของที่เขาต้องการจากคนอื่น

การศึกษา

เขาจบการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยวิชิงตัน ในสาขาปริญญาด้านจิตวิทยา ในปี 1972 และเขายังได้รับการยอมรับให้เข้าเรียนกฎหมายในยูทาห์ แม้ว่าเขาจะไม่เคยได้รับปริญญา

ช่วงที่เขา เป็นนักศึกษาที่ มหาวิทยาลัย วอชิงตัน เท็ดได้ตกหลุมรักกับหญิงสาววัยรุ่นจากแคลิฟอร์เนีย เธอทั้งน่ารัก ร่ำรวย เพียบพร้อมไปหมด เธอมีทุกอย่างที่ เขาต้องการ ไม่ว่าจะเป็น ฐานะทางการเงิน ชนชั้นทางสังคม และความคล่องแคล่ว แต่แล้วงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เขาเสียใจกับการเลิกราของพวกเขาในครั้งนี้ เป็นอย่างมาก โดยเหยื่อของ เท็ดหลายคนมีลักษณะคล้ายกับแฟนสาวคนนี้ของเขา – เป็นคนที่น่าสนใจ และมีผมยาวสีเข้ม

ช่วงกลางปี 1970 เขาได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง กลายเป็นคนที่มีความมั่นใจและกระตือรือร้นในเรื่องทางสังคมและการเมืองมากขึ้น เขายังได้รับจดหมายรับรองจากผู้ว่าการรัฐวอชิงตันของพรรครีพับลิกันหลังจากการทำงานหาเสียงของพรรค

เหยื่อ

เขาได้รับสารภาพใน คดี ฆ่าหญิงสาว 36 คน ในหลายรัฐในปี 1970 แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าที่ บันดี้ ฆ่าไปทั้งหมดน่าจะมีจำนวนราวๆ 100 คน หรือมากกว่า แต่จำนวนเหยื่อที่แน่นอนนั้น ยังไม่มีใครทราบแน่ชัด การสังหารของเขามักจะเป็นไปตามรูปแบบที่น่าสยดสยอง โดยจะข่มขืนเหยื่่อและทุบตีจนเหยื่อเสียชีวิต

เท็ด บันดี ( Ted Bundy )

มีข้อถกเถียงว่า เมื่อเขาเริ่มฆ่า แหล่งข่าวส่วนใหญ่บอกว่าเขาเริ่มอาละวาดและฆาตกรรมเมื่อประมาณปี 1974 ประมาณช่วงนี้ ผู้หญิงหลายคนในเขต ซีแอตเทิล และพื้นที่ใกล้ๆ รัฐโอเรกอน ได้หายตัวไป

เรื่องราวแพร่สะพัดไป เกี่ยวกับเหยื่อบางรายที่ถูกพบเห็นครั้งล่าสุด ได้ไปกับชายหนุ่มผมสีเข้มที่รู้จักกันในนาม “เท็ด” เขาชอบล่อลวงเหยื่อไปที่รถยนต์ของเขา แล้วทำมีว่าเขาได้รับบาดเจ็บ และขอความช่วยเหลือจากพวกเธอ

ความเมตตา และใจดี ของพวกเธอเหล่านั้น พิสูจน์แล้วว่าเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรง

เท็ด บันดี ( Ted Bundy )
ความจริงเกี่ยวกับ เท็ด บันดี้

เท็ด บันดี้ ( Ted Bundy ) ถูกจับได้อย่างไร ?

ในฤดูใบไม้ร่วง ปี 1974 บันดีย้ายไปยูทาห์เพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนกฎหมาย และผู้หญิงที่นั่น ก็เริ่มหายไปเช่นกัน ในปีต่อมา ขณะที่กำลังขับรถอยู่ เขาถูกตำรวจเรียกให้จอด ตำรวจตรวจสอบรถของเขา และพบเครื่องมือสำหรับโจรกรรม ลักทรัพย์ เช่น ชะแลง หน้ากาก เชือก และกุญแจมือ

เขาถูกจับกุม โทษฐานที่มีสิ่งของเหล่านี้ ไว้ในครอบครอง และตำรวจเริ่มเชื่อมโยงเขากับอาชญากรรมที่น่ากลัวอื่นๆมากขึ้น

ในปี 1975 เท็ดถูกจับในข้อหาลักพาตัว แครอล ดารอนช์ ( Carol Daronch ) หนึ่งในผู้หญิงไม่กี่คนที่รอดพ้นเงื้อมมือของเขา เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดและได้รับโทษจำคุก 1-15 ปี

หนีออกจากคุก

เขาแหกคุก จำนวน 2 ครั้ง ในปี 1977 ในครั้งแรก เขาถูกฟ้องในข้อหาฆาตกรรมที่ทำให้หญิงสาวเมืองโคโลราโดเสียชีวิต และตัดสินใจที่จะทำหน้าที่เป็นทนายความของตัวเองในคดีนี้ ระหว่างการเดินทางไปห้องสมุดศาล เขากระโดดหนีออกไปทางหน้าต่างและหนีรอดไปได้ แต่ในที่สุดก็ถูกจับใน 8 วันต่อมา

ในเดือนธันวาคม, เขาหลบหนีจากการจับกุมอีกครั้ง เขาปีนออกมาจากรูที่เขาสร้างไว้บนเพดานห้องขัง เขาลดน้ำหนักไปมากกว่า 50 ปอนด์ (หรือประมาณ 22 กิโลกรัม) เพื่อให้พอดีกับช่องเล็ก ๆ ที่เขาทำไว้

เจ้าหน้าที่ ไม่ได้สังเกตุว่า บันดี้ ได้หายตัวไปกว่า 15 ชั่วโมง ตำรวจจึงได้เริ่มตามหาตัวฆาตกรต่อเนื่องรายนี้กันยกใหญ่

การบุกรุกเข้าไปในชมรมแม่บ้าน Chi Omega

หลังจากการหลบหนี ครั้งที่สองของเขา เขาได้เดินทางมุ่งหน้าไป แทลลาแฮสซีฟลอริดา ในคืนวันที่ 14 มกราคม 1978 บันดี้ บุกเข้าไปในชมรมแม่บ้าน Chi Omega ที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐฟลอริดา เขาทำร้ายหญิงสาวชาวบ้านสี่คน และฆ่าพวกเขา 2 คน

ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ เท็ดก่อคดี ลักพาตัว และฆาตกรรม เด็กหญิงวัย 12 ปี ที่มีชื่อว่า คิมเบอรี่ ลีช ( Kimberly Leach )

อาชญากรรมเหล่านี้เป็นจุดจบของการอาละวาด และสังหารของเขา ในไม่ช้าเขาก็ถูกตำรวจ จับกุมตัวไปในเดือนกุมภาพันธ์นั่นเอง

หลักฐานที่น่ากลัวที่สุดที่เชื่อมโยง บันดี้กับการฆาตกรรมที่ Chi Omega มหาวิทยาลัยแห่งรัฐฟลอริดา คือ บนร่างของเหยื่อ 1 คน ที่ถูก เขาฆาตกรรมนั้น มีร่องรอยโดนกัด ที่ซึ่งตรงกับรอยฟันของ เท็ดอย่างชัดเจน

เท็ด บันดี ( Ted Bundy )
ที่มา: https://www.fbi.gov/

การพิจารณาคดี

เท็ดเป็นคนที่ดูดี ความมีเสน่ห์และความเฉลียวฉลาดทำให้เขากลายเป็นคนดังในระหว่างการพิจารณาคดี บันดี้ต่อสู้เพื่อชีวิตของเขา แต่ก็ถูกตัดสินลงโทษโดยใช้เวลาเก้าปีในแดนประหารเพื่อที่จะขออุทธรณ์โทษประหารชีวิตของเขา

ความเชื่อมั่น โทษประหาร และการอุทธรณ์

ในเดือน กรกฎาคม 1979 บันดี้ถูกตัดสินในข้อหาฆาตกรรม 2 ศพที่ Chi Omega มหาวิทยาลัยแห่งรัฐฟลอริดา เขาได้รับโทษประหารชีวิตสองครั้ง เขาได้รับโทษประหารชีวิตอีกครั้งในปี 1980 ในข้อหาฆาตกรรม คิมเบอรี่ ลีช ( Kimberly Leach )

เขาขอยื่นอุทธรณ์ พยายามให้คดีของเขา ไปถึงศาลฎีกาของสหรัฐฯ แต่เขาถูกปฏิเสธ นอกจากนี้เขายังเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการฆาตกรรมที่ยังไม่คลี่คลายเพื่อหลีกเลี่ยงเก้าอี้ไฟฟ้า แต่เขาไม่สามารถประวิงความยุติธรรมได้ตลอดไปและในที่สุด เขาก็ถูกประหารชีวิตในปี 1989

อลิธซาเบธ คโลฟเฟอร์ ( Elizabeth Kloepfer ) แฟนสาวของ เท็ด บันดี้ ( Ted Bundy )

ในปี 1969 เท็ด บันดี้ มีความสัมพันธ์กับ อลิธซาเบธ คโลฟเฟอร์ เป็นเวลา 6 ปี เขาได้พบกับเธอในบาร์ ที่ซีแอตเทิล อลิธซาเบธ เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว และมีลูกที่ยังเล็ก ทั้งนี้เธอยังต้องต่อสู้กับโรคพิษสุราเรื้อรังอีกด้วย เท็ด ดูแลเธอ และเธอบอกว่าเขาเป็นอบอุ่นและน่ารัก

ในปี 1974 อลิธซาเบธ เริ่มสงสัยในการก่ออาชญากรรมของ เท็ด เมื่อเธอถามเขาเกี่ยวกับพฤติกรรมแปลก ๆ เช่น เขาชอบเก็บมีดแล่เนื้อไว้ที่โต๊ะทำงาน เขามักจะใช้เสน่ห์ของเขาเพื่อเบี่ยงเบนความกังวลใจของเธอ

อลิธซาเบธ แอบไปหาตำรวจ เนื่องด้วยความสงสัยว่า เท็ด จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมในท้องถิ่นที่กำลังเกิดขึ้น แต่พวกตำรวจ ไม่เชื่อว่าเขาเป็นคนฆ่า ทั้งคู่ยังคงอยู่ด้วยกัน แม้ว่าพวกเขาจะเริ่มห่างเหินกันมากขึ้น เมื่อ เท็ด ย้ายไปโอลิมเปียในปีถัดมา

ในปี 1974 อลิธซาเบธ ได้ไปหาตำรวจอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไปพร้อมกับหลักฐาน เพื่อช่วยให้จับฆาตกรต่อเนื่องได้ เท็ด ได้สารภาพกับ อลิธซาเบธ ทางโทรศัพท์จากห้องขังของเขา ว่าเขาพยายามจะฆ่าเธอและไม่สามารถต้านทานแรงกระตุ้นของเขาได้ เมื่อเขารู้สึกว่า “ความเจ็บป่วยของเขากำลังเกิดขึ้นในตัวเขา” เธอทำลายความสัมพันธ์กับเท็ด และเขียนหนังสือเกี่ยวกับประสบการณ์ของเธอขึ้นมาในภายหลัง

ภรรยาและลูกสาว

ในเดือน กุมภาพันธ์ ปี 1980 เท็ด บันดี้ แต่งงานกับ แคโรลล์ แอนน์ บูน แม่ของลูกสองคนที่เขาออกเดทก่อนถูกจับกุมครั้งแรก ในห้องพิจารณาคดีระหว่างการพิจารณาโทษของการเท็ด เขาขอเธอแต่งงาน และเธอยอมรับต่อหน้าผู้พิพากษา ทำให้การแต่งงานถูกต้องตามกฎหมายในฟลอริดา ทั้งคู่พบกันเมื่อหกปีก่อน ตอนที่ทั้งคู่ทำงานที่ กรมบริการฉุกเฉิน ( Department of Emergency Services ) ในเมืองโอลิมเปียรัฐวอชิงตัน

บูน ได้ให้กำเหนิดลูกสาว ชื่อ โรส ในปี 1982 เธอบอกลูกสาวว่า เท็ด บันดี้ คือพ่อของเธอ แต่ในปัจจุบันไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับโรสมากนัก

ในที่สุด บูน ก็รู้ว่า เท็ด มีความผิดในคดีดังกล่าว เธอหย่าร้างกับเท็ด 3 ปี ก่อนที่เขาจะถูกประหารชีวิต ตามคำกล่าวจากหนังสือ A Stranger Beside Me หรือ คนแปลกหน้าข้างกายฉัน บูน หยุดไปเยี่ยม เท็ด ในช่วงสองปีสุดท้ายของการถูกจำคุก

ความตาย

วันที่ 24 มกราคม 1989 เท็ด ถูกประหารในเวลา 7 โมงเช้า ที่เรือนจำรัฐฟลอริดา ในเก้าอี้ไฟฟ้า ซึ่งเรารู้จักกันในชื่อ “Old Sparky” ด้านนอกเรือนจำ ฝูงชนส่งเสียงโห่ร้อง และแม้กระทั่งจุดพลุหลังการประหารเท็ด บันดี้

เท็ด บันดี ( Ted Bundy )

ศพของบันดีถูกเผาในเมืองเกนส์วิลล์ ( Gainesville ) และไม่มีการจัดพิธีสาธารณะ ก่อนที่เขาจะถูกประหารเขาขอให้เถ้าถ่านของเขา ถูกนำไปโปรยในเทือกเขาคาสเคด ( Cascade Mountains ) ของรัฐวอชิงตัน ที่ซึ่งเขาสังหารเหยื่อของเขาอย่างน้อยสี่คน


ที่มา:

หนังสือแนะนำ:

  • หนังสือคดีอาชญากรรมกระฉ่อนโลก ชุด ประวัติศาสตร์ตำนานเขย่าขวัญโลก คลิกที่นี่
หนังสือคดีอาชญากรรมกระฉ่อนโลก ชุด ประวัติศาสตร์ตำนานเขย่าขวัญโลก

เท็ด บันดี้ Ted Bundy
เท็ด บันดี้ Ted Bundy

Shared: