โศกนาฏกรรม-ครอบครัว-กอนซาเลซ-The-Gonzalez-Family-

โศกนาฏกรรม ครอบครัว กอนซาเลซ ( The Gonzales Family )

Shared:

ครอบครัว กอนซาเลซ เดิมทีเป็นชาวฟิลิปปินส์ ที่ย้ายไปอยู่ที่รัฐนิวเซาท์เวลล์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งครอบครัว กอนซาเลซ มีสมาชิกทั้งหมด 4 คน ด้วยกัน คือ คุณพ่อ คุณแม่ ลูกชาย และลูกสาว เรื่องราวนี้เป็น  โศกนาฏกรรม เนื่องจากในเดือน กรกฎาคม ปี 2001 ครอบครัวนี้ถูก ฆาตกรรมยกครัว

มีเพียงสมาชิกเพียงคนเดียวเท่านั้นที่รอดชีวิต และคนนั้นก็คือลูกชายของครอบครัว เขามีชื่อว่า เซฟ กอนซาเลซ ( Sef Gonzales ) เรื่องราวการ ถูกสังหาร ยกครัวของครอบครัวนี้ เป็นเรื่องที่โด่งดังมาก ในรัฐนิวเซาท์เวลล์ ประเทศออสเตรเลีย

ในตอนนั้น สื่อต่างๆก็จับจ้องประเด็นนี้ และก็พยายามตามหาคนร้าย และมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ?

ภูมิหลังของครอบครัว

ครอบครัว กอนซาเลซ ประกอบด้วยคุณพ่อ เท็ดดี้ กอนซาเลซ ( Teddy Gonzales ) เท็ดดี้เป็นทนายหนุ่ม และในปี 1977 ได้พบกับสาวคนหนึ่ง คือ ลอยวา ( Loiwa ) ซึ่งหลังจากนั้น เค้าก็ตัดสินใจแต่งงานกัน หลังจากนั้น ในวันที่ 16 กันยายน 1980 ก็ได้ให้กำเหนิดบุตรชายคนแรกของครอบครัว ซึ่งเค้าได้ตั้งชื่อให้ลูกชายว่า เซฟ กอนซาเลซ ( Sef Gonzales ) หลังจากนั้น อีก 2 ปี ก็มีข่าวดีอีกครั้ง เขาได้ลูกสาวอีกคน และตั้งชื่อให้เธอว่า โคลดีน กอนซาเลซ ( Clodine Gonzales )

เดิมที ครอบครัว กอนซาเลซ อาศัยอยู่ที่ เมือง แบคกิโอ ( Baguio ) ประเทศฟิลิปปินส์ เท็ดดี้ทำงานเป็นทนาย แต่เนื่องจากเขามีความทะเยอทะยาน และอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ในที่สุดเขาก็มีโรงแรมเป็นของตัวเอง หลังจากที่ทำธุรกิจโรงแรม ครอบครัวเขาก็ร่ำรวยเป็นอย่างมาก

แต่โชคไม่ดี ในปี 1990 ในเมืองที่ ครอบครัว อาศัยอยู่ และในเมืองที่โรงแรมเค้าตั้งอยู่นั้น ได้เกิดแผ่นดินไหวขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งแผ่นดินไหวครั้งนั้น มีชื่อว่า แผ่นดินไหว ลูซอน ( Luzon Earthquake ) ผลของการเกิด แผ่นดินไหวนี้ ส่งผลให้โรงแรมของเท็ดดี้ ถล่มลงมา และในเหตุการณ์นี้ ครอบครัว กอนซาเลซ สามารถหนีออกมาได้

แต่ยกเว้น สมาชิกครอบครัวคนนึง ที่ไม่สามารถหนีออกมาได้ นั่นก็คือ เซฟ กอนซาเลซ เขาติดอยู่ตรงบริเวณห้องโถงของโรงแรม แต่ด้วยความรักที่มีต่อลูก เท็ดดี้ได้เข้าไปช่วยลูกชายออกมาได้อย่างเหลือเชื่อ

โศกนาฏกรรม ครอบครัว กอนซาเลซ ( The Gonzales Family )
Sef Gonzales ที่มา: https://murderpedia.org/

หลังจากนั้น ปลายปี 1990 พวกเขาได้ตัดสินใจที่จะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ ออสเตรเลีย ในเมือง ซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลล์ เพราะว่าครอบครัวภรรยาของเท็ดดี้ เคยตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณนี้มาก่อนแล้ว เขาจึงพาทุกคนย้ายไปอยู่ที่ ออสเตรเลีย 

ในตอนนั้น เซฟ อายุได้ 10 ปี และน้องสาวของเขา โคลดีน อายุได้ 8 ปี และเนื่องจากเท็ดดี้ ทำงานในสายของทนายความมา เค้าจึงไปสอบเพื่อที่จะได้เป็นทนายในประเทศ ออสเตรเลีย

จากนั้น ในปี 1996 เท็ดดี้ จึงจัดตั้งบริษัท กฎหมายขึ้นมา ซึ่งบริษัทนี้จะให้คำปรึกษา เกี่ยวกับการ อพยพเข้าเมือง หรือ แรงงานต่างชาติที่อยากจะมาทำงานที่ ออสเตรเลีย ก็จะมาปรึกษาบริษัท กฎหมายของเค้าด้วย และบริษัทของเค้าก็ไปได้ดีอีกด้วย ซึ่งสามารถทำกำไรให้เท็ดดี้ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว

เท็ดดี้จะจ้างทนาย เข้ามาช่วยให้คำปรึกษากับผู้ที่มาขอคำปรึกษาจากบริษัทเค้า และทางภรรยาของเค้า ลอยวา ( Loiwa ) ก็ทำหน้าที่ต้อนรับส่วนหน้าให้กับบริษัท

หลังจากที่เปิดบริษัทมาได้สักระยะหนึ่ง เท็ดดี้ก็สามารถเก็บเงินมาได้ก้อนโต และตัดสินใจซื้อบ้านหลังใหม่ ที่ใหญ่โตกว่าเดิม เท็ดดี้เลือกซื้อบ้านบริเวณชานเมืองของ ซิดนีย์ ซึ่งบริเวณนั้นจะเรียกว่า นอร์ธ ไรด์ ( North Ryde ) และตั้งอยู่บนถนน Six Collins

โศกนาฏกรรม ครอบครัว กอนซาเลซ ( The Gonzales Family ) 1
ที่มา: https://www.abc.net.au

ตอนนี้ทุกอย่างเริ่มจะไปได้ดี ทั้งเรื่องธุรกิจ เรื่องบ้านใหม่ หรือเรื่องครอบครัว ซึ่งตอนนี้เท็ดดี้ก็ตั้งความหวังไว้กับลูกชาย และลูกสาวของเค้าว่าจะต้องมีอนาคตที่ดีกว่าเขา เพราะตอนนี้เขามีเงินที่จะช่วยส่งเสริม ให้เขาได้เรียนสูงๆ และอยู่ในสังคมดีๆ

ซึ่งเท็ดดี้กับลอยวา เป็นพ่อแม่ที่ค่อนข้างเข้มงวด เขาอยากให้ลูกชายของเค้า เป็นแพทย์ หรือไม่ก็ทนายความอย่างตัวเขา แต่ถึงจะเข้มงวดยังไง พวกเขาก็ยังตามใจลูกๆของเขาเช่นกัน ไม่ว่าลูก อยากได้อะไรไม่ว่าจะเป็นมือถือ หรือรถยนต์ ก็จะซื้อให้หมด แต่ถ้าลูกๆ สอบได้คะแนนไม่ดี หรือทำให้พวกเขาผิดหวัง เท็ดดี้และลอยวา จะริบของที่ให้คืน หรืออาจจะหักเงินค่าขนมอีกด้วย

จากการเลี้ยงดูแบบเข้มงวดนี้ ทำให้ลูกๆทั้งสองของเขา เติบโตมาโดยได้รับความกดดันเป็นอย่างมาก 

ซึ่งตอนที่ เซฟ ย้ายมาเรียนที่ ออสเตรเลีย เค้าได้เข้าเรียนที่ โรงเรียน พารามัตต้า มาริส ไฮสคูล ( Paramatta Parist High School ) ในปีสุดท้าย ก่อนจะจบไฮสคูล เซฟ ทำคะแนนได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ อีกทั้งยังสอบ HSC ได้คะแนนต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งถ้าใครทำคะแนนี้ได้ดี ก็จะสามารถนำไปยื่นเข้าคณะแพทย์ หรือ คณะกฎหมายดังๆได้ เหตุนี้จึงทำให้ เท็ดดี้และลอยวา เสียใจเป็นอย่างมากที่ลูกได้คะแนนต่ำกว่ามาตรฐาน

เท็ดดี้ จึงได้วางแผนให้ลูกใหม่ โดยให้ เซฟได้เข้าเรียนที่ มหาวิทยาลัย นิวเซาท์เวลล์ เพื่อที่จะได้วุฒิปริญญาตรีทางวิทยาศาสตร์ก่อน และจะได้นำไปสอบแพทย์ในอนาคต 

คดี ฆาตกรรม ครอบครัว กอนซาเลซ ( The Gonzales Family )
New South Wales University

ในส่วนของ เซฟเอง เป็นคนมีผลเรียนระดับปานกลางมาตลอด แต่มีความขยันและความพยายาม ซึ่งอันที่จริงแล้ว เซฟ ไม่ได้อยากเป็นหมอ ไม่ได้อยากเป็นทนายความเลย ความฝันของเขา คือ อยากเป็นนักร้อง นักแสดง ถึงขนาดเคยไปปรึกษาพ่อแม่ว่าสนใจด้านนี้ ทางเท็ดดี้และลอยวา ก็ปฎิเสธเสียงแข็งว่าไม่ให้ไปด้านนี้เด็ดขาด

ในช่วงที่เข้าเรียนใน ออสเตรเลีย เซฟ มีผลการเรียนที่ไม่ดี เขาจึงคิดว่าหากนำผลการเรียนแบบนี้กลับไปให้พ่อและแม่ดู เขาคงจะต้องโดดริบของ หรือหักเงินค่าขนมอย่างแน่นอน เขาจึงทำการปลอมแปลงใบเกรดที่มหาลัยได้ให้มา โดยเขาได้ปลอมเป็นเกรดที่ดีมาก เมื่อพ่อแม่ได้เห็นก็ดีใจเป็นอย่างมาก 

เรื่องการปลอมแปลงใบเกรดนี้ ทางน้องสาวของเค้า โคลดีน กอนซาเลซ รู้เรื่องนี้ และทาง เซฟ ได้ขอให้น้องสาวเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ซึ่งน้องสาวก็ตกลง

มาถึงลูกสาวของบ้านนี้ โคลดีน พ่อแม่ก็เข้มงวดกับเธอเช่นกัน ในช่วงที่เธอเข้าเรียนอยู่ไฮสคูลนั้น เธอได้มีแฟน และเมื่อพ่อกับแม่เธอรู้เรื่องเข้า จึงให้เธอเลิกคบกับผู้ชายคนนี้ กีดกันทุกทาง และให้เหตุผลว่า ถ้าลูกมีแฟน จะทำให้ไม่ตั้งใจเรียน และจะทำให้ไม่มีสมาธิอ่านหนังสือสอบเข้ามหาลัย 

คดี ฆาตกรรม ครอบครัว กอนซาเลซ ( The Gonzales Family )
โคลดีน น้องสาวของ เซฟ murderpedia.org

เมื่อ โคลดีน เรียนจบไฮสคูล เท็ดดี้จึงส่งเธอไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น เพื่อที่เธอจะได้ห่างไกลจากแฟนได้ แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังตกลงคบกันกับแฟนของเธอแบบระยะไกลอยู่ 

จนกระทั่งวันหนึ่ง เซฟ ได้เข้ามายุ่งเรื่องราวของเธอ เซฟ ได้โทรไปหาแฟนของน้องสาว และข่มขู่บอกเขาว่าให้เลิกยุ่งกับน้องสาวเขา และบอกว่าเขาเองอยู่ในแกงค์ที่มีอิทธิพล ถ้ายังไม่เลิกยุ่งกับน้องสาวละก็เจ็บตัวแน่ 

ทางแฟนหนุ่มก็บอกเลิก โคลดีนทันที และเมื่อเธอได้รู้เรื่องว่าพี่ชายของเธอเป็นคนข่มขู่ เธอจึงได้นำเรื่องปลอมแปลงใบเกรด ไปบอกพ่อแม่ทันที เท็ดดี้และลอยวา โมโหมาก และจะริบรถยนต์ และหักเงินประจำสัปดาห์ของเขา 

ทั้งที่ เท็ดดี้และลอยวายังมีเรื่องปวดหัวของ เซฟ อยู่อีกเรื่องคือ เซฟเริ่มมีแฟน แต่เธอมีอายุห่างจากเขาถึง 4 ปี ทางเท็ดดี้จึงบอกว่า หาก เซฟ ไม่เลิกกับผู้หญิงคนนี้ จะโดนตัดออกจากกองมรดก ซึ่งนั่นหมายถึงเงินจำนวน 1.5 ล้านดอลล่าร์ ( หรือประมาณ 3.6 ล้านบาท ) ที่เซฟ จะไม่มีวันได้จับมัน เขากลัวมาก

ดังนั้น เขาจึงเลิกรากับแฟนเขา 

จากนั้น 2 ปีให้หลัง เซฟ ก็เรียนที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย นิวเซาท์เวลล์ ซึ่งผลการเรียนก็ไม่ดีเอาเสียเลย เขาจึงโดนซ้ำชั้น ทางเท็ดดี้ก็มองว่าลูกอาจจะไปไม่ไหวทางด้านวิทยาศาสตร์ จึงให้เปลี่ยนมาเรียนด้านกฎหมายแทน เซฟ จึงย้ายมาเรียนที่ มหาวิทยาลัย เมอร์คิวรี่

ชีวิตในมหาวิทยาลัยของ เซฟ ทั้งที่เก่าและที่ใหม่ เพื่อนๆเขาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เขามีนิสัยขี้โม้ ชอบอวดอ้างว่าตัวเองโด่งดัง เช่น บอกว่าเคยเป็น นายแบบถ่ายโฆษณา กางเกงใน Kalvin Kline หรือ บอกว่าตอนเป็นเด็ก เมื่อครั้งอยู่ที่ ฟิลิปปินส์ เกือบจะได้เป็นนักร้อง และออกอัลบั้มแล้ว

ทั้งนี้ก็ชอบพูดให้เพื่อนๆ เห็นใจเค้า ให้เพื่อนๆมาสนใจเค้า ทั้งนี้เคยให้ เพื่อนน้องสาว ทำแฟนเพจเกี่ยวกับตัวเค้าขึ้นมา โดยเพจนั้นชื่อว่า Sef Gonzales Model Singer and Entertainer

Sef Gonzales Model Singer and Entertainer
Sef Gonzales Model Singer and Entertainer

ในวันอังคารที่ 10 กรกฎาคม 2001 ช่วงนี้ทางมหาวิทยาลัย ทั้งของ เซฟและ โคลดีน ปิดเทอม ทั้งสองเลยกลับมาอยู่บ้าน วันนี้เป็นวันอังคาร ทางเท็ดดี้ และ ลอยวา ก็ไปทำงานที่บริษัทกฎหมาย โดย เซฟ ก็ไปช่วยงานในวันนั้นด้วย เพื่อไปซ่อมคอมพิวเตอร์ในบริษัท ส่วน โคลดีน ก็ทำการบ้านและอ่านหนังสืออยู่ที่บ้าน 

เย็นวันนั้น เซฟ มีนัดกินข้าวกับเพื่อนที่ชื่อ แซม ( Sam ) บ้านแซม จะห่างจากบ้านเซฟ ประมาณ 2 กิโลเมตร ซึ่ง เซฟ ก็ไปรับแซม ในเวลาประมาณ 20.00 น. หลังจากนั้นก็ขับรถเข้าเมือง ซิดนีย์ เพื่อทานอาหาร พวกเขาไปในย่าน แพลนเน็ท ฮอลลีวู้ด ( Planet Hollywood ) หลังจากนั้น ก็ไปเล่นเกมส์ตู้กันต่อ จากนั้น เริ่มดึกมากแล้ว ทางเซฟ และ แซมก็กลับบ้าน เขาขับรถไปส่ง แซม และมุ่งหน้ากลับบ้าน 

โศกนาฎกรรม ที่น่ากลัวก็ได้เริ่มต้นขึ้น

เซฟ ถึงบ้านประมาณ 23.45 น. เมื่อเปิดประตูบ้านเข้าไป เขาได้เจอกับสิ่งที่เลวร้ายมากที่สุดในชีวิต ในห้องนั่งเล่นเต็มไปด้วยเลือด และเห็นพ่อของเขา เท็ดดี้ นอนจมกองเลือดอยู่ ซึ่งยังใส่ชุดทำงานอยุ่ และข้างๆตัวพ่อ ก็เป็นกระเป๋าเองสาร ที่ดูเหมือนถูกรื้อค้นอะไรบางออกมา

ถัดจากห้องนั่งเล่น เป็นห้องครัว เซฟ สังเกตุที่พื้นก็เต็มไปด้วยเลือดเช่นเดียวกัน และก็เห็นว่าแม่ของเขา นอนจมกองเลือดอยู่ตรงนั้น พร้อมถุงที่เหมือนเธอเพิ่งจะไปช้อปปิ้งกลับมา ตกเกลื่อนกลาดอยู่รอบๆตัวเธอ 

เมื่อ เซฟ เห็นดังนั้น จึงรีบโทรหาตำรวจทันที เขาโทรไปด้วยเสียงสั่นเครือ

และหลังจากที่โทรแจ้งตำรวจได้ไม่นาน เซฟ สังเกตุว่ายังมีคนอยู่ในบ้านของเขา และเค้าเห็นชาย 2 คนอยู่ในบ้านของเขา และตอนที่มองเห็นชายสองคนนั้นก็รีบวิ่งออกจากบ้านหนีไปที่โรงจอดรถ และเซฟ ก็พยายามวิ่งตามเพื่อจะดูว่าใครเป็นคน ลงมือสังหารพ่อแม่ของเขา แต่เขาวิ่งตามไม่ทัน

เซฟ จึงไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน ชื่อ จอห์น เซฟได้เอะอะเสียงดังบอกให้ช่วยเขาด้วย จนเพื่อนบ้านใกล้ๆ ตื่นขึ้นมา และหนึ่งในนั้น คือ เชน เฮนรี่ ( Shane Henley ) เชนได้ตรงมาที่บ้านของ ครอบครัว กอนซาเลซ เซฟร้องไห้ตัวสั่น บอกเชนว่า พ่อแม่ของเค้าถูกยิง เชนบอกว่าเขาไม่ได้ยินเสียงปืนเลย

จากนั้น จู่ๆ เซฟก็พูดขึ้นมาว่า ผมรู้วิธีทำ CPR และวิ่งเข้าไปในบ้านเพื่อที่จะช่วยเหลือพ่อแม่ของเขา เขาเริ่มด้วยการปั้มหัวใจพ่อของเขา เชนคิดว่า น่าจะสายไปเสียแล้วจึงดึงตัว เซฟออกมา จากนั้น เซฟก็วิ่งไปที่แม่ของเขา และปั้มหัวใจ เชนก็เข้าไปดึงออกมาเช่นเดิม 

จากนั้น ตำรวจมาถึง พร้อมอาวุธครบมือ เนื่องจากคาดว่าอาจจะมีคนร้ายที่ยังอยู่ในบ้าน เมื่อขึ้นไปถึงห้องของ โคลดีน ก็ได้พบกับศพผู้หญิงศพหนึ่ง ซึ่งก็ถูกยินยันว่าเป็นศพของ โคลดีน ซึ่งศพอยู่ในท่าขดเหมือนเด็กทารก ( Fetal Position ) และเต็มไปด้วยกองเลือดเช่นกัน

คดี ฆาตกรรม ครอบครัว กอนซาเลซ ( The Gonzales Family )

หลังจากตำรวจ ตรวจสอบรอบบริเวณบ้านก็ไม่เจอร่องรอยของคนร้ายเลย และหน่วยแพทย์ก็ยืนยันว่า ทั้ง 3 คนที่นอนจมกองเลือดนั้น เสียชีวิตหมดทุกคน และเมื่อตรวจสอบรายละเอียดศพทั้ง 3 ราย แพทย์ชันสูตรได้วิเคราะห์ออกมาว่า

เหยื่อคนแรกที่ตายในบ้าน น่าจะเป็นโคลดีน น้องสาวของเซฟ และพบร่องรอยการถูกทำร้ายบนตัวเธอถึง 4 แห่ง คือ ศรีษะ คอ หน้าอก และท้อง ซึ่งสาเหตุหลักของการตาย น่าจะมาจากการได้รับการกระแทกที่ศรีษะ และมีแผลแทงบริเวณลำคอ 5 แผล แทงบริเวณหน้าอก 1 แผล และแทงบริเวณท้อง 1 แผล ซึ่งเวลาเสียชีวิตระบุไว้ประมาณ 16.30 นาที

ทางตำรวจได้ตรวจสอบมีดในห้องครัว พบว่ามีมีดทำครัวหายไป 2 เล่ม 

จากนั้น ตำรวจได้ชันสูตรศพของ ลอยวา และคาดว่าเธอน่าจะเป็นเหยื่อรายถัดไป ซึ่งเวลาการตายของเธออยู่ที่ประมาณ 17.30 นาที เชื่อว่าเธอน่าจะกำลังกลับมาจากไปซื้อของ และโดนคนร้ายที่ยังอยู่ในบ้านแทง จากการชันสูตรสาเหตุการตาย พบว่าถูกแทง และถูกเฉือนหลายที่ เช่น ที่หน้าโดนแทงเป็นแผลเหวอะหวะ ที่คอ และที่ท้อง และที่สำคัญคนร้ายได้ตัดหลอดลมของ ลอยวา ออกจนเกือบขาดจากกัน 

จากนั้น แพทย์ได้ชันสูตรศพของเท็ดดี้ พบว่า เท็ดดี้น่าจะเสียชีวิตประมาณ 18.50 น. และตำรวจก็เชื่อว่าเท็ดดี้น่าจะกลับบ้านมาหลังสุด จากการชันสูตรศพของเท็ดดี้พบว่า มีรอยแทงที่ปอดด้านขวา และหัวใจด้านซ้าย และมีแผลถูกแทงบริเวณไขสันหลัง แต่แพทย์เชื่อว่าสิ่งที่ต่างจากศพของ โคลดีน และลอยวา คือ ศพของเท็ดดี้มีร่องรอยการต่อสู้ และป้องกันตัวกับคนร้ายด้วย โดยพบว่าตามหลังมือหลังแขนมีรอยป้องกันตัวอยู่ 

ทางแพทย์ และตำรวจเชื่อว่าอาวุธที่ใช้ในการฆาตกรรม น่าจะเป็นมีด 2 เล่ม ที่หายไป และน่าจะมีไม้เบสบอลอีกหนึ่งอัน เนื่องจากที่ศรีษะของ โคลดีนมีร่องรอยของแข็งตีที่หัว รูปร่างคล้ายกับไม่เบสบอล ตำรวจได้ตามหาอาวุธ สังหารในบ้านก็ไม่เจอทั้งมีด และไม้เบสบอล

ตำรวจได้เก็บข้อมูลต่อ จนไปเจอผนังบ้าน มันถูกพ่นสีไว้ และมีข้อความเขียนไว้ว่า “Fuck off Asians – KKK” มันก็มีความหมายไม่ดี เหมือนเป็นการเหยียดเชื้อชาติ ทางตำรวจจึงสันนิธฐานว่า คนร้ายอาจจะเป็นพวกที่เหยียดสีผิว หรือเป็นพวกที่ไม่ชอบคนเอเชียหรือปล่าว เรื่องราวนี้เป็นที่โด่งดังมากใน ออสเตรเลีย และได้ถูกตีพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์ ทีวี และสื่อต่างๆ 

โดย เซฟผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว ก็ได้ออกสื่อต่างๆ และได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับครอบครัว บอกว่าพ่อแม่ของเค้าทำงานหนักอย่างมากเพื่อให้เค้ากับน้องสาว ได้มีชีวิตที่ดี และบรรยายถึงห้องสาวว่า เป็นคนที่ขยัน ตั้งใจ และมุมานะเป็นอย่างมาก 

ทั้งนี้ เซฟ ได้พูดประโยคหนึ่งให้คนทางบ้านฟัง ซึ่งทุกคนก็สงสารเขามาก โดยเขาพูดว่า

“ มันยากมากที่ผมจะต้องเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้ ผมรักครอบครัวผมมาก ลองจินตนาการว่า ถ้าโลกของคุณเหมือนห้องๆหนึ่ง ห้องนั้นจะต้องมี 4 มุม ซึ่งมันเปรียบได้กับครอบครัวของผม ซึ่งมี 4 คน แต่ตอนนี้มันเหลือเพียงมุมเดียวเท่านั้น คือมุมห้องของผม ดังนั้น ห้องมันจะไม่เป็นห้องอีกต่อไป เพราะว่าไม่มีพ่อแม่และน้องสาวของผม ”

ทั้งนี้ยังขอให้คนร้ายมามอบตัว และจะมอบรางวัลให้กับคนที่มีเบาะแสเกี่ยวกับคนร้าย หรือใครที่สามารถจับคนร้ายได้ เขาจะให้เงินรางวัลถึง $100,000 ( ประมาณ 3,126,000 บาท ) เลยทีเดียว

หลังจากนั้น วันที่ 20 กรกฎาคม 2001 ได้มีการจัดงานศพของครอบครัว และมีผู้ร่วมงานกว่า 200 คน

การ สืบสวน สอบสวน

ตำรวจได้ สืบสวน เรื่องที่คนร้ายจะเป็นพวกเหยียดเชื้อชาติ หรือไม่ชอบคนเอเชีย หรือปล่าว แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานมากพอในเรื่องนี้ จึงได้หันมามองว่า บริษัท ทนายของเท็ดดี้ จะมีศัตรูหรือคู่แข่งทางการค้าหรือไม่ 

ตำรวจจึงได้ตรวจสอบอีเมล์ของเท็ดดี้ และไปพบอีเมลล์หนึ่งฉบับ ที่ส่งมาขู่เท็ดดี้เกี่ยวกับด้านบริษัทกฎหมาย แต่สุดท้ายตำรวจคิดว่า อีเมลล์นี้เป็นอีเมลล์หลอกที่สร้างขึ้นมาเท่านั้น 

จากนั้นตำรวจ ได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุ ทรัพย์สินภายในบ้าน อุปกรณ์ทุกอย่าง ตำรวจพบว่าในบ้าน และในคืนวันที่เกิดเหตุนั้น มันไม่พบร่องรอยของคนที่บุกเข้ามาในบ้านเลย ไม่มีร่องรอยการงัดแงะ ทุบกระจก

ตำรวจจึงคาดว่า คนร้ายน่าจะเป็นคนรู้จักของ ครอบครัว กอนซาเลส หรือไม่ ทาง ครอบครัว จึงไว้ใจและให้คนร้ายเข้ามาในบ้านได้ ซึ่งทั้งนี้ ก็รวมไปถึง เซฟ กอนซาเลสด้วย 

ตำรวจจึงขอสอบปากคำ เซฟ ถึงรายละเอียดทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันเกิดเหตุ ว่าเขาทำอะไร ที่ไหน อย่างไร

เซฟ ได้เล่าว่า หลังจากที่ช่วย พ่อเขาซ่อมคอมพิวเตอร์ที่บริษัท เขาได้ออกมา ในเวลาประมาณ 16.30 น. และขับรถตรงมาที่บ้าน พอถึงบ้านก็นั่งเล่นมือถือพักนึงในรถ และเขาก็โทรหา แซม นัดว่าจะไปทานอาหารเย็นกันในตัวเมือง ซิดนีย์ 

ระหว่างทาง เขาตั้งใจจะแวะไปหา ราลฟ์ เพื่อนอีกคนหนึ่งของเขา โดยไม่ได้นัดแนะหรือบอก ราลฟ์ไว้ล่วงหน้า แต่ในที่สุดเขาก็เปลี่ยนใจ เขาจึงตัดสินใจที่จะขับรถไปหา แซมแทน และไปถึงบ้าน แซม ประมาณ 20.00 น. และก็รับแซม และเข้าไปในตัวเมือง ซิดนีย์

จากนั้น ก็ไปทานอาหารกันที่ย่าน Planet Hollywood และไปเล่นเกมส์กัน จากนั้น เซฟ ก็พา แซมมาส่งที่บ้าน และเขาก็กลับถึงบ้านในเวลา 23.45 น. และเปิดเข้าไปเจอพ่อแม่ เสียชีวิตแล้ว

ตำรวจได้ไปสอบถาม แซม ว่าจริงหรือไม่ที่ เซฟ ได้มารับไปทานอาหาร และอยู่ด้วยกันจนดึกดื่นถึงเที่ยงคืน ซึ่ง แซม ก็บอกว่าจริง จากนั้น ตำรวจ ก็ไปขอดูกล้องวงจรปิดที่ ย่าน Planet Hollywood ที่ๆ แซม กับ เซฟ ไป ซึ่งก็เห็นว่าพวกเขาได้ไปที่นั่นกันจริงๆ 

แต่ประเด็นที่ว่า เวลาตั้งแต่ 16.30 น. – 20.00 น. เซฟ ไม่มีพยานหลักฐานใดๆเลย ที่จะบอกได้ว่าเขาอยู่ที่ไหนทำอะไร ตำรวจได้ถาม แซม ว่า วันนั้น เซฟเป็นอย่างไร แซมก็ตอบว่าเขาดูปกติดี ร่าเริง แจ่มใส พูดคุยปกติ เค้ายังเล่าเรื่องของสาวๆ ที่เค้ากำลังไปจีบให้ฟังอีกด้วย 

แซม ได้เล่าต่อว่า เซฟ มาบอกเขาด้วยว่า ตอนแรกจะแวะไปที่บ้านของ ราลฟ์ แต่เกิดเปลี่ยนใจไม่ไปแล้ว เลยตรงมาที่บ้านของแซมเลย แซมก็ยัง งง ว่า เซฟ จะมาเล่าให้ฟังทำไม

ตอนที่กินข้าวอยู่ แซมสังเกตุเห็น เซฟ ไม่ค่อยกินอะไร และยังถามไปว่า นายเป็นอะไรหรือปล่าว เซฟตอบว่า เขามีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ สงสัยอาหารเป็นพิษ หรือลำไส้ติดเชื้อ 

แซม ยังบอกตำรวจอีกว่า ช่วงที่อยู่ด้วยกัน เซฟ ขอยืมโทรศัพท์ของเขา โทรไปที่บ้าน หลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่มีใครรับสายเลย รวมถึงใช้โทรศัพท์ตัวเอง โทรกลับไปที่บ้านทุกๆ 15นาที ก็ยังไม่มีคนรับสายเหมือนเดิม

จน แซม ถาม เซฟ ว่านายโอเคมั้ย จะกลับบ้านก่อนดีมั้ย นายดูห่วงพ่อแม่มากเลย ซึ่ง เซฟ บอกว่าไม่เป็นไร จากนั้น ก็ขับมาส่งเขาที่บ้านเวลาเกือบเที่ยงคืน แต่ก่อนที่จะไปส่ง แซม เซฟ ได้ขับรถผ่านหน้าบ้านเขาก่อน และเมื่อถึงหน้าบ้าน เซฟ ก็ชะลอรถ และมองเข้าไปในบ้าน จากนั้น ก็ขับต่อไป เพื่อไปส่ง แซม ตามปกติ

หลักจากที่ตำรวจ รวบรวมข้อมูล และนำหลักฐานมาพิจารณา เค้าพบว่ามีข้อสงสัยต่างๆมากมาย ในคดีนี้ ซึ่งข้อสงสัยหลักๆ ก็มีอยู่ 4 ข้อด้วยกัน คือ

  1. คนร้าย ทำไมไม่พกอาวุธอะไรมาเลย มาใช้มีดในบ้านก่อเหตุ 
  2. ไม่มีร่องรอยการบุกรุก เข้ามาในบ้าน
  3. ทำไมคนร้าย ต้องรอฆ่าสมาชิกในบ้านทีละคน เหมือนรออยู่ในบ้านอย่างใจเย็น
  4. หากคนร้าย เข้ามาปล้นหรือฆ่าคนในบ้าน มันน่าจะมีของในบ้านหายไปบ้าง แต่ตำรวจพบว่า กระเป๋าของทุกคน เงิน เครื่องประดับ ยังอยู่ครบทุกชิ้น

เมื่อ เซฟ ได้ยินตำรวจ แจ้งแบบนั้น จึงบอกว่า ผมว่ามีของหายไป คือ 

  1. เสื้อสูท 3 ตัว 
  2. แจ็คเก็ทหนัง 1 ตัว
  3. ชุดนักศึกษา 1 ตัว
  4. ถุงมือทำสวนของพ่อ 1 คู่
  5. รองเท้าวิ่งของพ่อ 1 คู่

ตำรวจ ก็คิดว่าสิ่งของที่ เซฟ บอกมามันเป็นสิ่งของเฉพาะเจาะจง และดูเหมือนจะไม่มีค่าอะไรเลย และกรณีนี้ เซฟ จะต้องมีเวลานั่งดูของรอบๆบ้าน และต้องจำให้ได้ ซึ่งมันยากมาก 

เนื่องด้วยหลักฐานหลายๆอย่าง มันชี้มาที่ว่า ลูกชายของเจ้าของบ้าน มันมีพิรุธและคลุมเคลือมาก ตำรวจจึงต้องหาหลักฐานที่อยู่ของ เซฟ ในช่วงเวลา 16.30 – 20.00 น. โดยสอบถามละแวกบ้านว่ามีใคร เห็นรถของ เซฟ มาจอดที่บ้านในเวลานั้นบ้างหรือไม่

พยาน

จนมีพยานคนหนึ่ง บอกว่า เวลาประมาณ 18.00 น. เห็นรถของ เซฟ จอดอยู่ที่บ้าน ซึ่งผิดกับคำให้การของ เซฟ ที่บอกว่า ขับรถไปหาเพื่อน ชื่อ ราลฟ์ จากนั้น ค่อยขับไปหา แซม

ตำรวจจึงนำทะเบียนรถของ เซฟ ซึ่งจำง่ายมาก คือ SEF 80G ไปสอบถามละแวกบ้าน ว่าเห็นรถทะเบียนนี้มาจอดหรือไม่ ก็มีพยานคนนึง ซึ่งเป็นเพื่อนกับเท็ดดี้ พ่อของ เซฟ บอกว่าวันนั้น รถคันนี้ยังจอดอยู่ที่บ้านนะ 

ทะเบียนรถของ เซฟ SEF 80G
ทะเบียนรถของ เซฟ SEF 80G

นอกจากนั้น ยังมีพยานอีกคน ซึ่งสำคัญมาก คือ เอมิลี่ ลูน่า ( Emily Luna ) เธอคือ น้าสาว ของ เซฟ เธอบอกว่าในวันนั้น เวลาประมาณ 18.00 น. เธอและลูกชายของเธอมาเยี่ยม ครอบครัว กอนซาเลส และเธอก็เห็นว่า รถของ เซฟ ยังจอดอยู่ที่ถนนหน้าบ้าน และในบ้านก็ยังเปิดไฟอยู่

เธอจึงไปกดกริ่งหน้าบ้าน กดอยู่นาน แต่ไม่มีใครออกมา เธอจึงดูกระจกและเห็นใครบางคนอยู่ด้านใน ซึ่งเป็นชายใส่หมวก และใส่เสื้อโค้ทสีดำทับไว้ เธอจึงให้ลูกชาย ช่วยดูลูกชายบอกนั่นน่าจะเป็นที่วาง สูทกับหมวก ไม่น่าใช่คน

และปกติที่บ้าน ครอบครัว กอนซาเลส จะเลี้ยงสุนัขไว้ 6 ตัว หากกดกริ่ง หรือมีใครมา สุนัขจะต้องเห่า แต่วันนี้ไม่ได้ยินเสียงสุนัขสักตัวเลย จากนั้น เธอรอประมาณ 5 นาที เธอคิดว่าจะเข้าประตูข้างบ้าน เพื่อเข้าไปในบ้าน แต่อีกความคิดนึง สัญชาตญาณของเธอบอกว่า อย่าเข้าบ้านนั้นไป หลักจากนั้น จึงขึ้นรถกลับบ้านไป

หลังจากที่ตำรวจ ได้ข้อมูลว่า รถของเซฟ จอดอยู่ที่บ้านอย่างแน่นอนแล้ว จึงได้เรียกตัว เซฟมา สอบสวน สืบสวน อีกรอบ

คำแก้ตัว และแก้ต่าง

โดยตำรวจได้บอก เซฟ ว่าวันนั้น รถของคุณยังจอดอยู่ที่บ้าน ดังนั้น ช่วยเล่าความจริงให้ฟังได้ไหม ว่าวันนั้น มันเกิดอะไรขึ้น เซฟ เมื่อรู้ว่าตำรวจจับโกหกได้จึงเปลี่ยนเรื่องราวทันที 

เซฟ บอกตำรวจว่า ยอมรับว่าโกหก เพราะวันนั้น ไปเที่ยวสถานค้าบริการมา โดยจอดรถไว้หน้าบ้าน และเรียกแท็กซี่ไป ซึ่งสถานบริการที่เขาไป ชื่อว่า La Petite Aroma ที่เค้าไม่บอกเรื่องนี้ เพราะกลัวจะทำให้ครอบครัวอับอายขายหน้า เพราะพ่อแม่มีความเชื่อว่า อยากให้เข้าบริสุทธิ์จนกว่าจะถึงวันแต่งงาน

ตำรวจจึงไปที่ La Petite Aroma เพื่อสอบถามว่า เซฟ ได้มาที่นี่จริงหรือไม่ ปรากฏว่า คนที่สถานบริการบอกว่า ไม่รู้จัก เซฟ เลย และมีผู้หญิงคนหนึ่ง มาบอกว่า เซฟ ได้มาขอร้องเธอให้บอกตำรวจว่า วันที่เกิดเหตุนั้น เซฟ มานอนกับเธอ ดังนั้น ตำรวจจึงรู้ว่า ข้อมูลที่เซฟ ให้มามันก็เป็นข้อมูลโกหกอีกเช่นกัน 

จากนั้น มีแท็กซี่ คันหนึ่งติดต่อตำรวจมาและบอกว่า เขาคือคนที่พา เซฟ ไปที่ สถานบริการแห่งนี้ เขาเล่าว่า ในวันนั้น มารับ เซฟ เวลา 17.00 – 18.00 น. และพาเซฟไปส่งที่สถานบริการ ตำรวจจึงบอกกับคนขับแท็กซี่ว่า หากให้การเท็จจะโดนข้อหาสมรู้ร่วมคิดในข้อหาฆาตกรรมได้

เมื่อคนขับแท็กซี่ได้ฟัง ดังนั้น จึงยอมพูดความจริงว่า เซฟ มาจ้างเขา 50 ดอลล่าห์ เพื่อให้การเท็จว่าได้มารับเขาไปส่งที่สถานบริการแห่งนี้ ตำรวจจึงยิ่งแน่ใจว่า เซฟ มีลับลมคมในอะไรเกี่ยวกับ คดี นี้อย่างแน่นอน

และตำรวจยิ่งแน่ใจว่า เซฟ มีความเป็นไปได้มากที่สุด ที่จะเป็นผู้ ฆาตกรรม ครอบครัว ทั้ง 3 ศพนี้

ตำรวจพบสิ่งที่น่าสงสัยเพิ่มเติม

ตำรวจจึงขุดเรื่องราวของ เซฟ ลึกลงไปอีก และพบว่า 

  1. หลังจากที่ครอบครัวเขาเสียชีวิตเพียง 3 วัน เขาได้เดินทางไปหาเจ้าหน้าที่ ที่ดูแลเกี่ยวกับมรดกของ ครอบครัว และสอบถามเจ้าหน้าที่ว่า เมื่อไหร่เขาจะได้รับมรดกมูลค่า 1.5 ล้านดอลล่าห์ สักที
  2. เซฟ ได้ไปซื้อรถ เล็กซัส ราคา 173,000 ดอลล่าห์ ซึ่งเขาได้วางเงินมัดจำไปแล้ว 5,000 ดอลล่าห์ และบอกว่าที่เหลือจะเอามาจ่าย หลังจากได้รับมรดกของ ครอบครัว
  3. เซฟ ได้นำรถของพ่อและแม่ ไปขาย ซึ่งได้เงินมารวม 68,000 ดอลล่าห์ นอกจากนั้น ยังเอา สร้อย แหวน เครื่องประดับต่างๆ ของคุณแม่ ไปจำนำอีกด้วย

ตำรวจจึงสอบถามว่า ทำไมจึงต้องการเงินมากขนาดนี้ เซฟ บอกว่า เขาเป็น เนื้องอกในสมอง ซึ่งจะต้องใช้เงินรักษาเป็นจำนวน 190,000 ดอลล่าห์ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่โกหกขึ้นมาอีกเช่นเดิม

เวลาล่วงเลยไปถึงวันที่ 1 เมษายน 2002 เกือบ 1 ปีแล้วที่ คดี ยังปิดไม่ได้ ในเวลา 08.30 น. มีชายคนหนึ่งซึ่งกำลังเดินอยู่ได้ไปพบกับ เซฟ ซึ่ง เซฟ นอนอยู่ในรางน้ำเก่าๆ และมีถุงพลาสติกอยู่ข้างๆตัว ชายคนนั้นจึงเข้าไปช่วย เซฟ บอกว่าเขาหายใจไม่ออก ชายคนนั้น จึงเรียกรถพยาบาลมารับ 

เมื่อถึง โรงพยาบาล เซฟ จำอะไรไม่ได้เลย จำชื่อตัวเองก็ไม่ได้ แพทย์ระบุว่าอาการที่เขาเป็นคือ อาการสับสน งุนงง หรือ ( Disorientation ) เขาพักฟื้นจนให้การกับตำรวจได้

เซฟ ให้การว่า เขาโดนสะกด รอยตาม โดนลักพาตัว โดนทำร้ายร่างกาย มีชาย 2 คนลักพาเข้าไป และขู่ให้ยกเลิกรางวัลนำจับ 100,000 ดอลล่าห์ และห้ามออกสื่อต่างๆ และห้ามพูดถึงคดีนี้อีก จากนั้น ก็โดนชาย 2 คนนี้ซ้อม และทุบจนสลบ ตื่นมาอีกทีก็อยู่ในรางน้ำแล้ว 

Kidnapping ลักพาตัว

แต่จากการตรวจสอบทางการแพทย์นั้น ไม่เจอสิ่งผิดปกติใดๆเลย ไม่เจอร่องรอยการทำร้ายร่างกายใดๆ ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่สร้างขึ้นอีกเช่นเดิม

ถูกจับกุม

ในวันที่ 13 มิถุนายน 2002 จากหลักฐานต่างๆ และเรื่องราวโกหก เรื่องมีพิรุธต่างๆมากมาย ทำให้ตำรวจจับกุม เซฟ และตั้งข้อหา ทั้งหมด 4 ข้อหา

  1. เจตนาฆ่า พ่อ คือ เท็ดดี้
  2. เจตนาฆ่า แม่ คือ ลอยวา
  3. เจตนาฆ่า น้องสาว คือ โคลดี้ 
  4. ข่มขู่และสร้างเรื่องเท็จเกี่ยวกับสินค้าของบริษัทหนึ่ง

เซฟ ไม่ยอมรับผิดใดๆ และจะนำเงินมรดกที่ได้มาสู้ คดี แต่ศาลไม่อนุมัติเงินจำนวนนั้น มาให้ใช้สู้คดี

หลักจากนั้น 2 ปี ในเดือน เมษายน ปี 2004 มีการพิจารณาคดี ไตร่สวน คดีนี้ ซึ่งทางตำรวจก็มีหลักฐานเพิ่มเติม คือ เซฟ เคยวางแผนที่จะฆาตกรรมคนใน ครอบครัว มาก่อนหน้านี้แล้วด้วย โดยพบหลักฐานในคอมพิวเตอร์ของ เซฟ ที่ว่า เขาเคยค้นหา หัวข้อการฆาตกรรม หรือ สารพิษที่จะฆาตกรรมคนในครอบครัว

ตำรวจจึงแกะรอยไปได้ว่า เซฟ เคยไปสั่งพืช ชนิดหนึ่งมาที่สามารถฆ่าคนได้ ถ้าหากกินเกินขนาด หรือปรุงในวิธีที่ผิด ซึ่งพืชนี้คือ เมล็ดละหุ่ง ซึ่งมีพิษมากกว่างูจงอาง ถึง 2 เท่า

ตำรวจได้ตรวจสอบภายในบ้าน พบภาชนะที่ใส่น้ำที่สกัดจาก เมล็ดละหุ่ง และตำรวจได้ไปสืบต่อว่า คุณแม่เคยป่วยด้วยอาการ อาหารเป็นพิษอ้วกท้องเสีย เช่นกัน 

สืบเนื่องจากข้อหา ข้อ 4 ข่มขู่และสร้างเรื่องเท็จเกี่ยวกับสินค้า 

เซฟ ได้เขียนจดหมายไป หาบริษัทสินค้า อาหารกระป๋องที่บ้านเขากินอยู่ประจำ และบอกว่ามีพนักงานที่ไม่ใส่ใจในการบรรจุ ไม่สะอาด ทำให้ครอบครัวเขารับประทานอาหารเข้าใป และเกิดอาการท้องเสียอย่างรุนแรง (จริงๆแล้วมาจาก เมล็ดละหุ่ง ที่เค้าเตรียมการไว้ )

ทั้งนี้ เค้าส่งจดหมาย ไปถึง อย.ใน ออสเตรเลียอีกด้วย

เซฟ คิดว่าหากแม่ หรือคนที่บ้าน เสียชีวิต เขาจะได้รับเงินชดเชย ก้อนโตจากบริษัทนี้ แต่แม่ เข้าโรงพยาบาลและรักษาได้ทันเวลา และจดหมายที่เขาส่งไปที่ อย. นั้นมีรอยนิ้วมือเขาติดไปด้วย จึงทำให้ตำรวจจับได้ว่า เซฟ เป็นคนส่งจดหมายนี้ไปเอง

สรุป

ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2001 วันเกิดเหตุ เซฟ ได้ออกจากบริษัทของพ่อ เวลาประมาณ 16.10-16.30 น. และขับรถไปที่บ้าน และได้นำไม้เบสบอลที่เตรียมไว้ เดินเข้าไปในบ้าน พร้อมกับหยิบมีด 2 เล่มจากในห้องครัวติดตัวไว้ และเดินขึ้นไปหาน้องสาวของเค้าบนห้อง เขาบีบคอและทุบไปที่ศรีษะ 6 ครั้ง จากนั้นแทงบริเวณคอ 5 แผล อก 1 แผล และท้อง 1 แผล 

เมื่อสังหารน้องสาวเสร็จแล้ว เซฟ ได้นั่งรอแม่กลับมาจากซื้อของ

เวลาประมาณ 17.30 น. ลอยวาแม่ของเซฟ กลับบ้านมาพร้อมถุงสินค้า เซฟจู่โจมแม่อย่างไม่ทันตั้งตัว แทง กรีดใบหน้า และตัดหลอดลม ของเธอ

หลังจากนั้น เวลาประมาณ 18.00 น. เอมิลี่ น้าสาวมาที่บ้านเขาจึงหลบอยู่ด้านใน เมื่อน้าสาวกลับไปเค้าจึงรอเวลาที่พ่อเค้าจะกลับมาที่บ้าน 

เวลา 18.50 น. เท็ดดี้คุณพ่อได้มาถึงบ้าน เค้าก็จู่โจมพ่อเค้าจากทางด้านหลังด้วยการแทง มันจึงไปโดนไขสันหลังของพ่อ หลังจากนั้นก็แทงไปที่อกขวา และอกซ้าย ทำให้พ่อเสียชีวิต

จากนั้น ตำรวจเชื่อว่า เซฟ ได้ขึ้นไปอาบน้ำล้างตัว และนำหลักฐานทั้งหมด คือ มีด 2 เล่ม และไม้เบสบอล และเสื้อผ้าในวันนั้น เอาไปทิ้ง แต่ด้วยความรีบร้อนจึงทำให้มีหลักฐานเหลืออยู่

ตำรวจพบรอยเท้าเปื้อนเลือด และรอยเท้านั้นเป็นรองเท้าเบอร์ 7 ตำรวจจึงค้นบ้านและไปพบกล่องรองเท้าในห้องนอนของ เซฟ ซึ่งเป็นรองเท้าเบอร์ 7 พอดี แต่ไม่มีรองเท้าอยู่ในนั้น 

ตำรวจจึงนำกล่องรองเท้า ไปตามหารองเท้าของจริงมาเทียบ พบว่ารอยเท้าของรองเท้าคู่นี้มันตรงกับรอยเท้าเปื้อนเลือดในวันนั้น ตำรวจจึงเชื่อว่า เซฟ เดินเหยียบเลือด และนำรองเท้าไปทิ้ง

ในส่วนของข้อความสีพ่นฝาพนัง ตำรวจไปพบกระป๋องสเปรย์ในโรงรถ เป็นกระป๋องสเปรย์สีเดียวกัน จึงทำให้ตำรวจคิดว่า เซฟ น่าจะลืมเอากระป๋องสเปรย์ไปทิ้งด้วย

ในส่วนหลักฐานที่นำไปทิ้ง จนถึงตอนนี้ ยังไม่พบว่านำไปทิ้งที่ใด เมื่อทิ้งเสร็จจึงไปรับ แซม และไปซิดนีย์ ไปกินข้าวเล่นเกมส์ 

การพิจารณาคดี

ด้วยหลักฐานทั้งหมด ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2004 ศาลได้ตัดสินว่า เซฟมีความผิดจริง โทษฐานเจตนาฆ่า 3 ข้อหา และอีกหนึ่งข้อหาคือข่มขู่บริษัทสินค้า โดยข้อหาทั้งหมดนี้ ทำให้ เซฟ ต้องติดคุกตลอดชีวิต โดยไม่มีการขอทำทัณฑ์บน ไม่มีการขอลดโทษใดๆทั้งสิ้น 

จึงทำให้ เซฟ เป็นคนที่อายุน้อยที่สุดที่ติดคุกตลอดชีวิต ที่ไม่สามารถขอทำทัณฑ์บน หรือขอลดโทษใดๆได้ ในประวัติศาสตร์ของ ออสเตรเลีย 

เซฟ กอนซาเลส ปัจจุบัน เขาก็ยังคงไม่ยอมรับว่าเขาได้ทำการ สังหาร ครอบครัว ของเค้า เค้าคิดว่าตัวเองบริสุทธิ์และเป็นแพะรับบาปอยู่ตลอดเวลา

แรงจูงใจในการ ฆาตกรรม ตำรวจเชื่อว่า เซฟ ต้องการเงินมรดกจำนวน 1.5 ล้านดอลล่าห์ และอาจจะมาจากแรงกดดันของพ่อแม่ ที่บังคับให้ต้องเรียนหมอ เป็นทนาย หากไม่อย่างนั้นจะโดนริบของคืนทั้งหมด ห้ามมีแฟน 

เรื่องการฆ่าน้องสาว ตำรวจเชื่อว่า เซฟ น่าจะไม่อยากให้น้องสาวได้รับส่วนแบ่ง มรดก และยังฝังใจเรื่องที่น้องสาว นำเรื่องปลอมแปลงใบเกรด ไปเล่าให้พ่อแม่ฟังอีกด้วย

ด้วยเหตุผลทั้งหมด ทำให้ตำรวจเชื่อว่า เซฟ ลงมือสังหารครอบครัวของตัวเอง


ที่มาข้อมูล:


โศกนาฏกรรม-ครอบครัว-กอนซาเลซ-The-Gonzalez-Family-
โศกนาฏกรรม-ครอบครัว-กอนซาเลซ-The-Gonzalez-Family-

Shared:

About the author