The Lin Family Murders – คดีฆ่ายกครอบครัว ลิน

The Lin Family Murders
Shared:

The Lin Family Murders ได้เริ่มต้นในปี 2009 ในรัฐนิวเซาท์เวลล์ ประเทศออสเตรเลีย ครอบครัวลิน ประกอบไปด้วย คุณพ่อที่ชื่อว่า มิน ลิน ( Min Lin ) อายุ 45 ปี คุณแม่มีชื่อว่า ยุน ลิน ( Yun Lin ) หรือที่คนทั่วไปจะรู้จัก ในชื่อ ลิลลี่ เธอมีอายุ 43 ปี ทั้งคู่ย้ายมาจากประเทศจีน หลังจากที่เรียนจบ และได้มาเจอกันที่ ซิดนีย์ ออสเตรเลีย ทั้งสองตกหลุมรักและแต่งงานกัน

โดย มิน ลิน และ ลิลลี่ มีลูกด้วยกันทั้งหมด 3 คน โดยลูกสาวคนโตมีชื่อว่า เบรนด้า ( Brenda ) อายุ 15 ปี  ตอนที่เกิดคดีนี้ ลูกชายคนที่ 2 มีชื่อว่า เฮนรี่ ( Henry ) อายุ 12 ปี และลูกชายคนเล็กมีชื่อว่า เทอร์รี่ ( Terry ) อายุ 9 ปี เป้าหมายของ มิน ลิน และ ลิลลี่ อยากจะให้ลูกๆ ของพวกเขาได้มีชีวิตที่ดี และมีการศึกษาที่ดีที่สุด นอกจากนั้น ในครอบครัว ลิน ยังมีน้องสาวของ ลิลลี่ มาอาศัยอยู่ด้วย เธอมีชื่อว่า ไอรีน ( Irene )

The Lin Family Murders - 5 Victims

โดย มิน ลิน ได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับ ร้านหนังสือ นิตยสาร และหนังสือพิมพ์ ที่มีชื่อร้านว่า The Epping Central News Agency & Stationers ซึ่งตั้งอยู่บน ลอว์สัน สตรีท ( Lawson Street ) ซึ่งร้านหนังสือของ มิน ลิน ได้รับความนิยมอย่างมาก และร้านนี้ สามารถสร้างกำไร ให้กับ มิน ลิน ได้ถึง 1 ล้าน ดอลลาห์ออสเตรเลีย ( หรือเป็นเงินไทย ประมาณ 24 ล้านบาท ) ต่อปี เลยทีเดียว

มิน ลิน เป็นคนที่ขยันทำงานมาก เขาจะอยู่ที่ ร้านหนังสือ ตลอดเวลา เพื่อดูแลลูกค้า หรือในช่วงเวลาที่ร้านปิด มิน ลิน ก็ยังคงมาจัดของใส่ในสต๊อค มาเช็คสิ่งของภายในร้าน ดังนั้น คนแถวนั้น จึงบอกว่า มิน ลิน เป็นคนที่ขยัน อดทน และสู้งาน เป็นอย่างมาก นอกจากนั้น อุปนิสัยของ มิน ลิน ยังเป็นคนที่เป็นมิตร เข้าได้กับทุกคน และที่สำคัญ คือ เขาเป็นคนที่รัก ครอบครัว เป็นอย่างมาก

เขาได้ซื้อ บ้าน 2 ชั้น ที่ 55 A บาวเดอรี่ สตรีท ( Boundary Street ) ในทางเหนือของ เอปปิ้ง ( Epping ) และในบ้านหลังนี้ มีสมาชิกทั้งหมด 6 คน ที่อาศัยอยู่ในบ้าน อย่างที่บอกว่า มิน ลิน เป็นคนที่รัก ครอบครัวมาก เขาจึงได้ให้ พ่อและแม่ ของเขา ย้ายมาจากเมืองจีน และเขาได้ซื้อบ้านให้ พ่อกับแม่ อยู่ที่ แมรี่แลนด์ ( Maryland ) ซึ่งห่างจากบ้านของ มิน ลิน ประมาณ 30 นาที

The Lin Family Murders - 55A Boudery Street
The Lin family home : www.9news.com.au

ซึ่ง คุณพ่อและคุณแม่ของมิน ลิน มีชื่อว่า หยาง เฟย ลิน และ เฟน ควิน ชู นอกจากนั้น มิน ลิน ยังมีพี่น้องที่ย้ายมาจากประเทศจีน ที่มาอาศัยอยู่ในละแวกเดียวกันกับเค้าด้วย ซึ่งก็คือ พี่สาวของ มิน ลิน เธอมีชื่อว่า เคที่ ( Kathy ) เธอแต่งงานและมีสามี ที่มีชื่อว่า โรเบิร์ต ( Robert ) ทั้งคู่ย้ายมาจากประเทศจีน และย้ายมาอยู่ออสเตรเลียในปี 2002

ประวัติของครอบครัวของ เคที่ ( Kathy )

Robert and Kathy
www.dailytelegraph.com.au

โรเบิร์ต สามีของ เคที่ เดิมทีเป็นหมอ เฉพาะทางด้าน หู คอ จมูก ที่ค่อนข้างเก่งในประเทศจีน แต่เขาและ เคที่ ได้ตัดสินใจที่จะย้ายมา ประเทศออสเตรเลียในปี 2002 และได้มาเปิดทำธุรกิจ ร้านอาหารจีน โดยตอนนั้น โรเบิร์ต ได้นำเชฟ 3 คน จากประเทศจีน มาที่ร้านอาหารแห่งนี้ ในออสเตรเลียด้วย แต่ปรากฎว่า มันไม่ผ่าน เชฟ 3 คนนั้น ไม่ได้มา จึงทำให้กิจการ ร้านอาหารของ โรเบิร์ต ไปได้ไม่ดีเท่าที่ควร และสุดท้ายก็ต้องปิดกิจการลง และหลังจากที่ปิดกิจการลง ในปี 2005 เคที่ กับ โรเบิร์ต ก็ได้ย้ายจาก เมลเบิร์น ไปอยู่ที่ ซิดนีย์ เพื่อจะได้อยู่ใกล้กับ ครอบครัว มิน ลิน นั่นเอง และเคที่ ก็ได้ทำงาน พาร์ทไทม์ ที่ร้านหนังสือของ มิน ลิน

ต่อมาในวันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม 2009 ในวันนี้ เป็นการรวมญาติกัน ของครอบครัว มิน ลิน ที่บ้านของ พ่อและแม่ มิน ลิน ที่ชื่อว่า หยาง เฟย ลิน และ เฟน ควิน ชู ที่แมรี่แลนด์ ทุกๆครอบครัว ไปรวมตัวกันที่นั่น เพื่อที่จะรับประทานอาหารเย็นด้วยกัน

Family Dinner
www.theguardian.com

แต่การรวมญาติครั้งนี้ เบรนด้า ( Brenda ) ลูกสาวคนโตของครอบครัว ลิน ไม่ได้อยู่ในงานวันนั้น เพราะเธอไปทัศนศึกษากับโรงเรียนของเธอ ที่ New Caledonia เนื่องจาก โรงเรียนของเธอพาไปเรียน ภาษาฝรั่งเศสที่นั่น

ในคืนวันนั้น มันเต็มไปด้วยความสุข ของครอบครัวลิน เฮนรี่ ลูกชายคนรอง ของครอบครัว ได้อ้อนคุณย่า ว่า รองเท้าตีแบตมินตันของเค้าขาดแล้ว คุณย่าก็ใจดี เลยให้เงิน เฮนรี่ ไปซื้อรองเท้าตีแบตมินตันคู่ใหม่ เพราะตัว เทอร์รี่ และ เฮนรี่ ชอบเล่นกีฬาเป็นอย่างมาก ชอบเล่นแบตมินตัน ชอบเล่นเทนนิส และชอบฝึกตีกับ โรเบิร์ต ที่มีศักดิ์ เป็นลุงของเขานั่นเอง

และในวันนั้น คุณย่า ก็บอกเฮนรี่ว่า คืนนี้นอนที่บ้านย่าสิ แต่ทางเฮนรี่ ปฎิเสธเพราะพรุ่งนี้เช้า เฮนรี่ มีนัดกับทางโรเบิร์ต ที่จะไปตีแบตมินตันกัน

มีบางสิ่ง ผิดปกติ

หลังจากนั้น ในเช้าวันถัดมา ร้านขายหนังสือของ มิน ลิน The Epping Central News Agency & Stationers มันปิด และไม่มีใครมาเปิดร้าน และลูกค้า ก็มารอหน้าร้าน และคนส่งหนังสือพิมพ์ก็นำ หนังสือพิมพ์ มาวางกองไว้หน้าร้านเป็นกองพะเนิน ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ผิดปกติของ มิน ลิน มาก เพราะปกติแล้ว วันนี้ เป็นเช้าวันเสาร์ ลูกค้าจะเยอะมาก มิน ลิน ไม่เคยปิดร้าน แบบนี้ โดยไม่บอกลูกค้าล่วงหน้า มันจึงทำให้ลูกค้าของเค้า รู้สึกว่ามันมีสิ่งที่ผิดปกติเกิดขึ้น

ดังนั้น จึงมีลูกค้าคนหนึ่ง ได้โทรไปหา เคที่ ซึ่งเป็นพี่สาวของ มิน ลิน และเธอทำงานพาร์ทไทม์ ในร้านหนังสือแห่งนี้ โทรไปถามว่า วันนี้ร้านหนังสือไม่เปิดหรอ เพราะว่าไม่เห็น มิน ลิน มาเปิดร้าน เคที่ก็สงสัยเพราะปกติมันจะต้องเปิดเป็นปกติ มิน ลิน ก็ไม่ได้บอกว่าจะปิดร้านหรือจะไปเที่ยวที่ไหนกัน

ในวันนั้นเอง สามีของ เคที่ ก็คือ โรเบิร์ต ก็ตื่นเช้าขึ้นมา ล้างโรงรถ เคที่จึงชวน โรเบิร์ต เพื่อที่จะไปที่บ้านของ ครอบครัวลินกัน อย่างที่บอก บ้านเคที่ และ มิน ลิน จะห่างกันเพียงแค่ 300 เมตร มีแค่สวนสาธารณะกั้น เท่านั้นเอง

และเมื่อ เคที่ ได้ไปถึงที่บ้าน ครอบครัวลิน เธอก็สังเกตุว่า ประตูบ้านมันไม่ได้ล็อค เธอจึงเปิดประตูบ้านและเดินเข้าไป เธอไปสำรวจชั้น 1 ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างดูปกติมาก รองเท้า เด็กๆก็วางเรียงรายดูเป็นปกติ เธอจึงโทรศัพท์เรียก สมาชิกของครอบครัวนี้ แต่ปรากฏว่า ไม่มีใครรับสายเลย เคที่ และ โรเบิร์ต จึงตัดสินใจเดินขึ้นไปยังชั้น 2 เพื่อตรวจสอบว่าแต่ละคนยังโอเคหรือปล่าว

การฆ่ายกครัว ครอบครัวลิน The Lin Family Murders

เมื่อทั้งคู่ขึ้นไปบนชั้น 2 ห้องขวามือแรกบนชั้น 2 จะเป็นห้องนอนหลัก ( Master Bedroom ) ซึ่งเป็นห้องของ มิน ลิน และลิลลี่ เคที่จึงได้เป็นประตูเข้าไป ภาพที่เธอเห็นนั้น ทำให้เธอตกใจเป็นอย่างมาก เพราะว่าทั้งห้องเต็มไปด้วยเลือด ไม่ว่าจะเป็น บนที่นอน บนพื้น ฝาผนัง รวมถึงฝ้า บนเพดาน มันมีแต่เลือดกระเซ็นเต็มไปหมดเลย

บนเตียงนอน พบศพของ ลิลลี่ ซึ่งตัวเธอเต็มไปด้วยเลือด นอนเป็นศพอยู่บนเตียง และมีผ้าคลุมเตียงคลุมศพของเธอไว้ แต่ใบหน้าของเธอมันเละมาก แต่ในห้องนั้น ไม่ได้มีศพของ มิน ลิน อยู่ในห้องนั้น

ในตอนนั้นเอง โรเบิร์ตก็ให้เคที่ มายืนอยู่หลังเค้า และโรเบิร์ต จึงเดินไปสำรวจห้องอื่นๆ ซึ่งห้องต่อไปที่ โรเบิร์ต ทำการสำรวจคือ ห้องของ ไอรีน น้องสาวของลิลลี่ พอเปิดเข้าไปก็พบสภาพแบบเดียวกัน มีเลือดกระเซ็นเต็มไปทั่วห้อง และพบศพของ ไอรีน ซึ่งเธอนั่งอยู่ข้างเตียง ศรีษะและใบหน้าของไอรีนก็โดนคนร้ายทุบตี จนเละไปหมด

จากนั้น โรเบิร์ต และ เคที่ จึงวิ่งไปยังห้องนอนของหลานๆ ของเค้า ปกติ เด็กๆ ทั้งสอง นอนห้องเดียวกัน แชร์เตียงนอนกัน พอเปิดเข้าไป ก็พบสภาพเดียวกัน ห้องเต็มไปด้วยเลือดและก็พบศพ ของ เฮนรี่ และ เทอร์รี่ ซึ่งหลังจากที่ ทั้งสองคนเข้าไปยังทุกห้องแล้ว ก็ยังไม่พบตัวของ มิน ลิน อยู่ดี

ในตอนนั้น เคที่ ก็ได้รีบวิ่งลงมาที่ชั้น 1 และรีบโทรหาตำรวจเพื่อแจ้งเหตุฉุกเฉิน

เสียงของ เคที่ ดูตื่นตระหนกมากๆ เธอหวาดกลัวเป็นอย่างมาก และในส่วนของตัวตำรวจที่เป็น operator ที่รับสาย ค่อนข้างจะคุยหรือพูดกับเธอไม่ดีเลย และพยายามจะให้เธอรีบตอบรีบพูดออกมา และลำพังตัวเคที่ เองน่าจะพูดภาษาอังกฤษไม่คล่องมากนัก และมันอาจจะมีภาษาจีน กวางตุ้งปนไปด้วย หรือว่าตอนนั้น เธอกำลัง งง กับเหตุการณ์ที่มันกำลังเกิดขึ้น ก็เป็นได้

และตอนที่ ทั้งสองกำลังรอหน่วยกู้ภัยมาที่เกิดเหตุนั้น โรเบิร์ต ได้บอกเคที่ว่า เค้าจะไปรับพ่อและแม่ ของเธอมาที่เกิดเหตุ จะไปแจ้งกับพวกเค้า ว่ามันเกิดอะไรขึ้น กับครอบครัวลิน

เคที่ บอกว่า ไม่อยากให้ โรเบิร์ต ทิ้งเธอไว้อยู่ในบ้านหลังนี้ ตามลำพัง แต่สุดท้าย โรเบิร์ต ก็ไปอยู่ดี ไปรับ หยาง เฟย ลิน และ เฟน ควิน ชู มาที่เกิดเหตุ

การเก็บหลักฐาน และการตั้งสมมุติฐาน ของตำรวจ

และตอนที่ตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ ได้ทำการเก็บหลักฐาน และตรวจสอบอะไรต่างๆ แต่ตำรวจก็ยังไม่เจอ ตัวของ มิน ลิน เลย ตำรวจได้ตั้งสมมุติฐานว่า 

  1. มิน ลิน เป็นหนึงในผู้ก่อเหตุในคดีนี้ ที่ฆ่าครอบครัวเค้าแล้วก็หนีไป 
  2. มิน ลิน ถูกลักพาตัวไป จากคนร้ายที่ ฆ่าครอบครัวของเค้า
  3. มิน ลิน กลายเป็นศพ แต่ศพไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้

และในตอนนั้นเอง เคที่ พี่สาวของ มิน ลิน ก็ได้บอกตำรวจว่า ลองให้ตำรวจไปดูที่ใต้เตียง ในห้องนอนหลัก ( Master Bedroom ) ดีมั้ย เผื่อว่าจะเจอมิน ลิน และตำรวจก็ลองไปตรวจสอบดู สรุปว่า เจอศพมิน ลิน จริงๆ ที่อยู่ใต้เตียงห้องนอนของเค้า นั่นเอง คนร้ายซ่อนศพมิน ลิน ใต้เตียง เหมือนจะเป็นการโยนความผิดให้เค้า ในตอนแรก ให้ดูเหมือนว่า เค้าหนีไป และเป็นคนลงมือในคดีนี้ แต่ในที่สุด มิน ลิน ก็เป็นเหยื่ออีกคนหนึ่ง ที่เป็นเหยื่อของคนร้าย

เคที่ เธอให้เหตุผลว่า เธอรู้สึกมีลางสังหรณ์ เธอจึงบอกตำรวจไปแบบนั้น สรุปได้ว่าครอบครัวลิน ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ อันที่จริงมี 6 คน แต่ทาง เบรนด้า ( Brenda ) เธอไปทัศนศึกษาอยู่ที่ต่างประเทศ เธอจึงรอดจากเหตุการณ์นี้ แต่สมาชิกในครอบครัวนี้ 5 คน ถูกสังหาร และเสียชีวิตทั้งหมด

หลังจากที่ตำรวจได้ตรวจสอบ และได้ตั้งสมมุติฐาน ขึ้นมาว่า คนร้ายน่าจะเข้ามาในบ้านหลังนี้ และทำการสังหารทุกคน ในช่วงเวลา ประมาณ ตี 2 ถึง ตี 5 ครึ่ง

ตำรวจไปตรวจสอบพบว่า กล่องควบคุมแผงวงจรไฟฟ้าของบ้าน โดนคนร้ายทำลาย เพื่อจะปิดไฟในบ้าน และพอตำรวจไปตรวจสอบรอยงัดแงะต่างๆ รอบบ้านและภายในบ้าน ว่ามีหรือปล่าว ปรากฎว่ามันไม่มีรอยงัดแงะ ใดๆเลย แปลว่า คนร้ายน่าจะรู้จักครอบครัวนี้ เป็นอย่างดี สามารถเข้าบ้านนี้ได้ หรือว่ามีกุญแจสำรองของบ้านนี้เพื่อไขเข้าไปได้

ในส่วนของ อาวุธ ที่คนร้ายใช้ในคดีนี้นั้น คืออะไร ตำรวจสันนิธฐานว่า มันน่าจะเป็นค้อน เพราะจากบาดแผล ของทุกๆศพ มันถูกของแข็งที่คล้ายกับค้อน ทุบไปที่หน้า แต่เมื่อทำการตรวจสอบในบ้านหลังนั้น ก็ไม่พบอาวุธ ที่ใช้ก่อคดี คนร้ายน่าจะนำออกไปทิ้งแล้ว

ผลการชันสูตร

โดยแพทย์ลงความเห็นว่าทุกๆคน ถูกของแข็งทุบไปที่กะโหลก กับใบหน้า และนอกจากนั้น สาเหตุการตายของทุกคน จริงๆแล้ว มาจาก การขาดอากาศหายใจ ตำรวจจึงได้ตั้ง สมมุติฐานว่า คนร้ายน่าจะลอบไปรัดคอ ทุกคนในครอบครัวนี้ จนหมดสติ และเสียชีวิต จากนั้น คนร้ายก็ทุบไปที่ศรีษะและ ใบหน้าของคนในครอบครัว

นอกจากนี้ ตำรวจพบว่า มิน ลิน กับ ลิลลี่ น่าจะเป็นเหยื่อรายแรก ของฆาตกร ที่เข้าไปสังหารทั้งคู่ และสภาพศพ ของมิน ลิน และ ลิลลี่ นั้น มันดูโหดร้ายที่สุด เหมือนกับว่า ฆาตกร มีความแค้นกับคนทั้งคู่ และมันรุนแรงถึงขนาดที่ห้องนอนหลัก ( Master Bedroom ) ของทั้งสองคน มันเต็มไปด้วยเลือดทุกที่

ถัดมา เหยื่อรายต่อมา น่าจะเป็น ไอรีน ( Irene ) น้องสาวของลิลลี่ คนร้ายก็ได้ลอบเข้าไปรัดคอ และทุบเธอเช่นเดียวกัน เพราะว่าสภาพห้องนอนและสภาพศพ ไม่ต่างจากห้องและสภาพของมิน ลิน และลิลลี่เลย ส่วน เฮนรี่ และ เทอร์รี่ ลูกชายของบ้านนี้ น่าจะเป็นเหยื่อรายสุดท้ายของ ฆาตกร

เมื่อตำรวจ ได้ตรวจสอบห้องนอนของ เฮนรี่ และ เทอร์รี่ ตำรวจพบว่า มีอะไรบางอย่างที่แตกต่างจากห้องนอน ของ มิน ลิน และห้องนอนของ ไอรีน เพราะว่าการกระเซ็นของเลือดในห้องนี้ มันไม่เหมือนกัน รูปแบบมันไม่คล้ายกัน ตำรวจจึงคิดว่า จะต้องมีเด็ก 1 ใน 2 คน ตื่นขึ้นมา และเห็นหน้าของคนร้าย และเข้าต่อสู้กับคนร้ายด้วยในตอนนั้น

แต่ด้วยแรงของเด็ก ไม่อาจสู้แรงของผู้ใหญ่ได้ เด็กทั้งสองคนจึงตกเป็นเหยื่อของฆาตกร

และนอกจากนั้น ตำรวจยังเปิดเผยอีกหนึ่งเบาะแส ที่น่าสนใจ คนร้ายน่าจะใส่ถุงมือในการก่อเหตุครั้งนี้ เพราะว่าตำรวจไปพบรอยเลือด ตรงราวบันได เป็นรอยลากลงไป เหมือนคนร้ายกำลังจับราวบันไดลงไป นอกจากนั้น ประตูลูกบิดเกือบทุกห้อง มันมีแต่รอยเลือด ยกเว้นหนึ่งห้องที่ไม่มีรอยเลือด นั่นคือ ห้องนอน ของเบรนด้า ( Brenda )

ตำรวจจึงตั้งสมมุติฐานว่า คนร้ายไม่ได้เข้าไปยุ่งกับห้องของ เบรนด้าเลย เหมือนคนร้ายรู้ว่า เบรนด้า ไม่ได้อยู่ในบ้านหลังนี้ ข้อมูลนี้มันสำคัญมาก เพราะว่า มันมีเพียงครอบครัว และญาติของครอบครัวลิน เท่านั้น ที่รู้ว่า เบรนด้า ไปต่างประเทศและไม่อยู่บ้านในคืนนั้น

นอกจากนั้น ตำรวจสรุปได้ว่า คนร้ายในคดีนี้ มีเพียงแค่ 1 คน เพราะว่ารอยเท้าเปื้อนเลือด หรือรองเท้าที่คนร้ายใส่เดินทั่วบ้านนั้น มันมีเพียงแค่ 1 รอยเท่านั้น ซึ่งรอยเท้านั้น น่าจะเป็นรองเท้า เบอร์ ประมาณ 8 ครึ่ง จนถึง 10 ครึ่ง เป็นแบบไซส์ US

หลังจากเกิตเหตุ ฆ่ายกครัว นี้ ทางเคที่ โรเบิร์ต รวมถึง พ่อแม่ของเคที่ ที่เค้าก็มีอายุมากแล้ว และต้องมารับรู้เหตุการณ์ สะเทือนใจแบบนี้ รู้สึกเสียใจมาก จนเจ้าหน้าที่จะต้องนำทุกคนไปบำบัด ไปพบกับจิตแพทย์ เพื่อบำบัดอาการช็อค และให้คำปรึกษา ในเรื่องการรับมือกับเรื่องราวสะเทือนใจที่เกิดขึ้น

หลังจากเกิด เหตุการณ์ ขึ้นในไม่กี่ชั่วโมง และข่าวนี้เป็นที่น่าสะเทือนใจชาวบ้านและ ผู้คนแถวนั้นเป็นอย่างมาก จนมีนักข่าว เริ่มเข้ามาทำข่าว คดีการ ฆาตกรรม ของครอบครัวลิน

เบรนด้า ลิน ( Brenda Lin )

มาที่ด้านของ เบรนด้า ที่กำลังทัศนศึกษากับเพื่อน ที่ นิวคาลิโดเนีย ( New Caledonia ) เบรนด้า ก็ได้เล่นมือดู เฟสบุ๊ค ว่่ามีข่าวคราวอะไรบ้าง ปรากฎว่ามีเพื่อนของเธอ ส่งข้อความมาหาเธอว่า เธอโอเคมั้ย เป็นอย่างไรบ้าง ในตอนนั้น เบรนด้า งง มาก มันเกิดอะไรขึ้น เพราะยังไม่มีใครแจ้ง ข่าวเกี่ยวกับครอบครัว ของเธอให้ทราบเลย สุดท้าย เพื่อนๆก็บอกกับ เบรนด้า ว่า ครอบครัวของเธอ ถูกฆาตกรรม ยกครัว

ผอ. โรงเรียนของ เบรนด้า มีชื่อว่า ซูซาน บริดจ์ ( Susan Bridge ) ก็ได้สั่งการให้ ครูที่พา เบรนด้า ไปทัศนศึกษา ให้บอก เบรนด้า และพาเธอกลับมาที่ ออสเตรเลีย อย่างเร่งด่วน

และเมื่อ เบรนด้า บินกลับมายัง ออสเตรเลีย ก็มีตำรวจมาพาเธอ ไปอยู่ในห้องส่วนตัว เพื่อจะได้บอกกับเธอว่า มันเกิดอะไรขึ้น กับครอบครัวของเธอ ในห้องนั้น มี เคที่ คุณป้าของเธออยู่ด้วย

เมื่อ เบรนด้า ได้ทราบรายละเอียด เธอเสียใจอย่างมาก และกอดป้าของเธอ เบรนด้า บอกว่าเสียใจมาก เพราะว่า เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ก่อนที่จะไปทัศนศึกษา คุณพ่อของเธอมิน ลิน ได้มาส่งเธอที่โรงเรียน ประมาณตี 4 และเธอก็บอกลาตามปกติ เธอไม่ได้บอกรัก ไม่ได้เข้าไปกอด เพราะ เบรนด้า คิดว่า เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว เธอเสียใจมากที่ไม่ได้กอดพ่อ และบอกกับพ่อว่าเธอรักพ่อมากขนาดไหน

และตอนนั้น เบรนด้า ยังมีอายุเพียง 15 ปี และเธอยังเป็นผู้เยาว์อยู่ เธอจึงต้องมีผู้ปกครองแทนพ่อและแม่ของเธอ ซึ่งคุณป้าและลุงของเธอ คือ เคที่ และ โรเบิร์ต ก็ได้รับเธอไปเลี้ยงดู และอยู่ที่บ้านด้วย

นอกจากนั้น ธุรกิจต่างๆ ของครอบครัวเธอ ไม่ว่าจะเป็นร้านขายหนังสือ ก็ตกเป็นของ คุณป้า และลุง ที่จะดำเนินกิจการแทน โรเบิร์ต และ เคที่ ก็พยายามที่จะปลอบโยน จิตใจของ เบรนด้า เพราะว่า เธอเสียทั้งพ่อแม่ และน้องๆ ของเธอไปหมด

คนในชุมชนก็สงสาร เบรนด้า เช่นกัน มีการตั้งกองทุน เพื่อการศึกษาของ เบรนด้า ในอนาคตขึ้นมา และทุกคนก็ร่วมบริจาค ให้เงิน เบรนด้า มากมาย และร้านหนังสือ The Epping Central News Agency & Stationers ก็กลายเป็นที่วางดอกไม้ สำหรับคนที่มาแสดงความอาลัย มาไว้ทุกข์ให้กับ ครอบครัวลิน

คดีนี้ โด่งดังมากในประเทศ ออสเตรเลีย สำนักข่าวออกแต่ข่าวนี้ และสิ่งนี้ เป็นแรงกดดันให้ตำรวจ ต้องรีบตามหาคนร้าย

ในตอนนั้น มีทฤษฏีต่างๆมากมาย เกี่ยวกับว่า ใครคือ ฆาตกร หรือ คนร้ายในคดีนี้ อาทิ เช่น 

  1. อาจจะมี มาเฟีย ชาวจีน ที่มาสังหาร ครอบครัวลิน เพราะว่าขัดแย้งทางด้านธุรกิจ เนื่องจาก ครอบครัวลิน มีร้านหนังสือพิมพ์ ที่สร้างกำไรได้อย่างมหาศาล อาจจะไปขัดผลประโยชน์ กับใครก็ได้ 
  2. อาจจะมี 1 ในสมาชิกของครอบครัว ฆ่าทุกคน และฆ่าตัวตายตาม แต่จากผลชันสูตร พบว่า ทุกคนมีร่องรอยที่โดนคนร้าย ทำร้าย ไม่มีใครสักคน ที่มีบาดแผลเหมือนกันการ ฆ่าตัวเองตาย 
  3. การตายของ ครอบครัวลิน เป็นการฆ่าปิดปาก เนื่องจากมิน ลิน เป็นพยานปากเอกในคดีหนึ่ง ซึ่งคดีนั้น เกิดขึ้น 2 เดือนก่อนที่จะเกิดเหตุ ฆาตกรรม ซึ่ง คดีนั้นมันคือ คดีปล้นรถขนเงิน ของธนาคารหนึ่ง จุดเกิดเหตุนั้น ตรงข้ามกับร้านหนังสือของมิน ลิน และในวันนั้น มิน ลิน เป็นผู้เห็นเหตุการณ์ ทั้งหมด นี่ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า มีคนส่งมาสังหาร ครอบครัวลิน เพื่อเป็นการปิดปาก ไม่ให้มิน ลิน ขึ้นเป็นพยานปากเอก ในการปล้นรถขนเงิน

แต่เมื่อเรามาพิจารณา หลักฐานต่างๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็น การที่คนร้ายไม่ได้งัดแงะเข้ามาในบ้าน และคนร้ายน่าจะมีกุญแจสำรองเพื่อเปิดเข้ามาในบ้านหลังนี้ และนอกจากนั้น คนร้ายต้องเป็นผู้ที่รู้ตำแหน่ง ของกล่องควบคุมแผงไฟในบ้านหลังนี้อีกด้วย นอกจากนั้น คนร้ายจะต้องรู้ แผนผังของบ้านหลังนี้ อย่างชัดเจน จึงได้ทำการ เข้าไปฆ่าหัวหน้าครอบครัวก่อน ตามด้วยผู้หญิง และตามด้วยเด็ก

และที่สำคัญที่สุด ห้องของ เบรนด้า ผู้ที่ไม่ได้อยู่ที่บ้าน ในคืนนั้น ไม่ได้ถูกเปิดเข้าไปเลย สิ่งนี้ มันชี้ชัดมาที่ญาติ ของครอบครัวลิน อย่างเช่น เคที่ โรเบิร์ต หรือว่า คุณพ่อและคุณแม่ของมิน ลินเอง ซึ่งอาจจะเป็นคนร้ายในคดีนี้ได้

การสืบสวน สอบสวน

แต่ตอนที่ตำรวจ เรียกทุกคนมาสอบปากคำ ตัวเคที่เอง รู้สึกสงบมาก เธอให้การอย่างใจเย็น ซึ่งผิดกับสามีของเธอ โรเบิร์ต ที่ในช่วงให้การ เค้าพยายามจะเอามือกุมหน้าผาก ตลอดเวลา พยายามไม่สบตาตำรวจ นอกจากนั้น เค้าก็ยังสื่อสาร ได้ไม่คล่องอีกด้วย เค้าจะพูดเป็นจีนกวางตุ้งเสียเป็นส่วนใหญ่ และในตอนที่ โรเบิร์ต ให้ปากคำ ได้บอกกับตำรวจว่า เค้าเห็นคนตายในบ้าน 5 ศพ เค้าเห็นศพของมิน ลิน อยู่ข้างๆลิลลี่ ซึ่งในความเป็นจริง มันไม่ใช่ เพราะว่ามิน ลิน อยู่ใต้เตียง ดังนั้น ทำไม โรเบิร์ต ถึงรู้ว่ามิน ลิน ตายแน่ๆ ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า เขาคือ ฆาตกร

ตำรวจจึงถาม timeline ของ โรเบิร์ต ในคืนวันนั้น วันที่เกิดเหตุ เขาได้ทำอะไรบ้าง

โรเบิร์ต ได้ตอบว่า เขาก็ไปกินข้าว ไปรวมญาติกัน ที่บ้านของพ่อและแม่ เคที่ หลังจากนั้น เมื่อกลับมาบ้านก็นั่งดูทีวี จนถึงประมาณตี 2 เค้าก็ไปอาบน้ำและเข้านอนกับเคที่ ซึ่งเคที่ ยืนยันได้ว่า โรเบิร์ตในคืนนั้น นอนอยู่ในห้องจริง

ในตอนนั้น ตำรวจสงสัยในตัว โรเบิร์ต เป็นอย่างมาก แต่มันก็ยังไม่มีหลักฐานอะไรที่ชัดเจน ที่จะสามารถจับกุม โรเบิร์ตได้ แต่เบรนด้า ตอนนี้ ได้เข้าไปเป็นสมาชิกในครอบครัว โรเบิร์ตและเคที่ อันที่จริง โรเบิร์ต และเคที่มีลูก หนึ่งคนแต่ไม่มีรายละเอียดมากนัก ตำรวจจึงกลัวว่า เบรนด้าจะเป็นเหยื่ออีกราย ของโรเบิร์ต หรือปล่าว หากเขาเป็น ฆาตกรจริง ตำรวจจึงทำการติดกล้องวงจรปิดไว้ในบ้าน ของโรเบิร์ตและเคที่ เพื่อสังเกตุ พฤติกรรมของคนทั้งคู่

ต่อจากนั้น เวลาก็ผ่านไปเรื่อยๆ คดีนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าไหร่ แต่ตำรวจก็รับรู้ว่า เบรนด้า ยังอยู่สบาย โรเบิร์ต ก็ไม่ได้จ้องจะฆาตกรรม เบรนด้า แต่อย่างใด

แต่มีอยู่วันหนึ่ง โรเบิร์ต ได้โทรหาตำรวจ และบอกว่าในวันนั้น ที่เขาได้บอกกับคุณตำรวจไปว่า เขาเห็นศพ 5 ศพ มันไม่ใช่ เขาบอกว่าหมายถึงศพ 4 หรือ 5 ศพ ซึ่งสิ่งนี้ ทำให้ตำรวจแปลกใจมาก เพราะดูเหมือนว่า โรเบิร์ต จะนึกได้แล้วว่า เขาได้ให้การดูมีพิรุธ เขาจึงโทรมาแก้คำให้การของเขา แต่ด้วยพฤติกรรมแบบนี้ มันยิ่งทำให้ โรเบิร์ต ดูมีพิรุธมากขึ้นไปอีก

และที่สำคัญ ในวันนั้น ที่ เคที่ ได้บอกให้ตำรวจไปดูใต้เตียง อันที่จริงแล้วนั้น โรเบิร์ต ได้ไปกระซิบบอกเคที่ หรือปล่าว เพราะว่า โรเบิร์ต เค้ารู้อยู่แล้วว่า ศพของมิน ลิน จะต้องอยู่ใต้เตียงแน่ๆ เขาจึงกระซิบ เคที่ และไปบอกตำรวจ ข้อสันนิษฐานนี้ ตำรวจก็คิดขึ้นมาเช่นกัน ว่าอาจจะเป็นแบบนี้

จากนั้น ตำรวจก็ได้เบาะแสอีกอย่างหนึ่ง เพิ่มเติมขึ้นมา นั่นก็คือ รอยเท้าเปื้อนเลือดภายในบ้าน ที่มันเป็นรอยเท้า เปื้อนเลือดของคนๆเดียว ตำรวจไปตรวจสอบแล้วพบว่า มันเป็นรองเท้ายี่ห้อ Asics รุ่น Asics Gel Evation

Asics รุ่น Asics Gel Evation
Asics รุ่น Asics Gel Evation

และมันก็เป็นเรื่องประจวบเหมาะพอดี เพราะว่าตำรวจได้ดูกล้องวงจรปิด ที่ติดไว้ในบ้านของ โรเบิร์ต มันมีอยู่วันหนึ่ง โรเบิร์ต เหมือนหันหลังให้กล้อง และกำลังตัดกล่องอะไรบางอย่างอยู่ ให้เป็นชิ้นเล็กๆ และเมื่อตำรวจได้ซูมดูว่า กล่องนั้น มันคือกล่องอะไร และมันคือ กล่องรองเท้า Asics โดยเป็น เบอร์ 9 ครึ่ง และหลังจากที่ โรเบิร์ต ได้ตัดกล่องเป็นชิ้นเล็กๆแล้ว เค้าได้นำไปทิ้งในชักโครกแล้วก็กดน้ำลงไป เพื่อทำลายหลักฐาน

CCTV Footage Used as Evidence in Lin Murder Trial : Storyful News

สิ่งนี่ มันทำให้ตำรวจค่อนข้างมั่นใจว่า คนร้ายก็คือ โรเบิร์ต

ต่อมา ในเดือนพฤษภาคม 2010 ตำรวจจำคำให้การของ โรเบิร์ต ได้ว่า ในเช้าวันนั้นเขาตื่นมา และล้างโรงรถ ตำรวจจึงอยากขอเข้าไปสำรวจที่ บ้านของโรเบิร์ต กับเคที่ และจะไปตรวจสอบโรงรถด้วย และในวันที่ตำรวจได้เข้าไปตรวจสอบโรงรถของ โรเบิร์ต ตำรวจได้ไปเจอบางอย่างที่น่าสนใจมาก

มันเป็นรอย เหมือนคราบเลือด ซึ่งรอยนี้ อยู่ใต้ตู้ลิ้นชักตู้หนึ่ง ตำรวจพบว่า รอยเลือดนั้น มีความกว้าง 2×6 เซนติเมตร ตำรวจจึงได้เก็บหลักฐานนั้นมา เพื่อตรวจสอบ และตำรวจได้ตั้งชื่อหลักฐานชิ้นนี้ว่า 91

หลังจาก ตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านนิติเวช ทราบว่า หลักฐานคราบเลือด 91 นี้ น่าจะเกิดจากการที่เลือดติดสิ่งของมา และถูกนำมาวางไว้ตรงบริเวณนี้ อธิบายง่ายๆ ก็คือ คนร้ายน่าจะมีคราบเลือดติดตัวมา จากนั้น คราบเลือดบนตัวคนร้าย น่าจะมาสัมผ้สกับพื้นบริเวณนี้ จนทำให้เกิดเป็นรอยเลือดนี้ขึ้นมา ตำรวจจึงสามารถนำคราบเลือดนี้ ไปตรวจได้ต่อ

แต่ในช่วงเวลานั้น เทคโนโลยี ในออสเตรเลีย มันก็ยังไม่สามารถระบุ ถึงตัว DNA ได้ ว่าเป็น DNA ของใคร ตำรวจจึงนำคราบเลือดนี้ ไปตรวจต่อที่ พิทสเบอร์ห ( Pittsburgh ) ประเทศ สหรัฐอเมริกา เพื่อไปส่งตรวจ Lab ว่ามันเป็น DNA ของใคร

สรุปแล้ว ผลปรากฎว่า DNA นั้น ไปตรงกับ เทอร์รี่ ลูกชายคนเล็กของครอบครัวลิน 

จึงทำให้ ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2011 โรเบิร์ต ถูกตำรวจจับและตั้งข้อหา ฆาตกรรมคนในครอบครัวลิน ทั้งหมด 5 คน แต่ โรเบิร์ต ก็ให้การปฎิเสธ และบอกว่า เค้าไม่ใช่คนร้ายในคดีนี้ และขอยื่นประกันตัว ในเดือน ธันวาคม ปี 2011 และเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2012 แต่มันก็ไม่ผ่าน

ในตอนนั้น บ้านของครอบครัวลิน ได้ถูกประกาศขาย บริษัทอสังหาริมทรัพย์ได้บอกว่า ค่าธรรมเนียมต่างๆ จะถูกแบ่งไปเป็น ค่าเล่าเรียน การศึกษา ให้กับ เบรนด้า ( Brenda ) ลูกสาวของครอบครัวนี้

ในเดือน มีนาคม ปี 2012 โรเบิร์ต ได้ยื่นขอประกันตัวอีกครั้ง แต่ก็ถูกปฏิเสธ เช่นเดิม

สุดท้าย การต่อสู้คดีนี้ ก็ดำเนินไปเป็นเวลายาวนานมาก จนถึงวันที่ 8 พฤษภาคม ปี 2014 หรือ 5 ปี หลังจากเกิดเหตุ ฆ่ายกครัว ครอบครัวลิน ในวันนี้ จะมีการพิจารณาคดี ของ โรเบิร์ต ซึ่งเขาไม่ยอมรับทุกข้อกล่าวหา และบอกว่า เขาเป็นคนบริสุทธิ์

ในตอนที่กำลังพิจารณาคดีต่างๆ นอกจากผลการตรวจ DNA ที่ไปพบในบ้าน ของ โรเบิร์ต ว่ามันเป็นเลือดของ เทอร์รี่ ลูกชายคนเล็กของครอบครัวลิน อันที่จริง ตำรวจยังมีอีกหนึ่งหลักฐาน ที่สามารถมัดตัว โรเบิร์ต ได้เลย หลักฐาน ก็คือ ช่วงที่ โรเบิร์ต ถูกฝากขังเพื่อรอวันพิจารณาคดี เขาติดคุกที่ เรือนจำ ลองเบย์ ( Long Bay Prison and Forensics Hospital ) ในช่วงเดือน กรกฏาคม ปี 2011 – กุมภาพันธ์ ปี 2013

ในตอนนั้น ตำรวจได้วางแผน ไปตกลงกับเพื่อนร่วมห้องขัง ของ โรเบิร์ต ว่าให้นักโทษคนนี้ ช่วยซักถามตัว โรเบิร์ต และให้อัดเสียง โรเบิร์ต ให้สารภาพว่าเค้าเป็นคนร้ายในการ ฆ่าครอบครัวลิน

ซึ่งตำรวจจะเรียก นักโทษคนนี้ว่า พยาน A จากนั้น พยาน A ก็พยายามชวน โรเบิร์ตคุยถึงเรื่องราวต่างๆนานา ที่เกิดขึ้น และทำการอัดเสียงมา สุดท้าย โรเบิร์ต ได้สารภาพกับทาง พยาน A ว่า เค้าไปซื้อค้อน ในร้านที่เค้ารู้จัก ซึ่งร้านนั้น โรเบิร์ต มั่นใจว่า ไม่มีกล้องวงจรปิดเห็นเค้า ตอนซื้อค้อนแน่นอน แต่ โรเบิร์ต ไม่มั่นใจเลย ตอนที่เอาค้อนไปทิ้ง มันจะมีกล้องวงจรปิดจับภาพ ได้หรือปล่าว

เพราะว่าตอนแรก ก่อนที่ โรเบิร์ต จะก่อคดี เค้าจะเอาค้อน ไปฝังในบ้านคนบริสุทธิ์ ละแวกนั้น เพื่อโยนความผิดให้กับคนบริสุทธิ์ละแวกนั้น แต่เค้าก็ไม่มีเวลาทำ

นอกจากนั้น โรเบิร์ต ยังบอกกับ พยาน A ว่า ตัวเค้าเป็นคนวางยาให้ เคที่ ภรรยาของเค้า หลับสนิทตลอดคืนนั้น เพื่อที่ เคที่ จะได้ไม่ตื่นมากลางดึก และพบว่า เค้าไม่ได้อยู่บนเตียงนอน

นอกจากนั้น โรเบิร์ต ยังบอกอีกว่า ตัวเค้า ไม่อยากที่จะเป็นคนไปพบศพของครอบครัวลิน เป็นคนแรก เพราะว่ากลัวตกเป็นผู้ต้องสงสัย

แรงจูงใจ ( Motive ) ในการสังหาร

มีการตั้งสมมุติฐาน ขึ้นมา 2 ข้อ คือ

  1. โรเบิร์ต อิจฉา มิน ลิน เพราะว่ามิน ลิน เป็นหัวหน้าครอบครัวที่เก่งมาก ทำธุรกิจประสบความสำเร็จ ได้กำไรมากมาย จากร้านหนังสือของเค้า ทำให้ครอบครัวลิน มีแต่ความสุข ลูกๆก็น่ารัก นอกจากนั้น พ่อแม่ ของมิน ลิน ก็ดูภูมิใจ ในตัวมิน ลินมาก มันผิดกับโรเบิร์ต เพราะว่า โรเบิร์ต ตั้งใจที่จะมาประเทศออสเตรเลีย เพื่อจะมาเปิดร้านอาหาร และทำธุรกิจเช่นเดียวกัน แต่กลับกลายว่าไปได้ไม่ราบรื่น ร้านอาหารเจ๊ง นี่อาจทำให้ โรเบิร์ต รู้สึกว่า ไม่มีค่าอะไรเลย และพ่อแม่ ของเคที่ ก็ดูเหมือนไม่ให้ค่าเค้าอีกด้วย โรเบิร์ต จึงรู้สึกว่า มีความสำคัญน้อยกว่า มิน ลิน นั่นเอง
  2. โรเบิร์ต แอบหลงรักในตัว เบรนด้า ลูกสาวคนโตของครอบครัวลิน จะสังเกตุได้ว่า โรเบิร์ต เลือกลงมือในวันที่ เบรนด้า ไม่อยู่บ้าน จริงๆจะเลือกวันที่ ทุกคนอยู่ครบ พร้อมหน้ากันก็ได้ แต่ทำไมเค้าจึงไม่สังหาร เบรนด้า 

นอกจากนั้น ยังมีการเปิดเผยย้อนหลัง ของเบรนด้า ว่า โรเบิร์ต เคยทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม กับตัวเธอ มีการมาจับลูบไล้ตัวเธอ นอกจากนั้น โรเบิร์ต ยังวางแผนที่จะดูแล เบรนด้า มาตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะหลังจากที่ ครอบครัวลิน เสียชีวิต ในตอนแรก เบรนด้า อาจจะได้ไปอยู่กับ ปู่และย่าของเธอ แต่อยู่ดีๆ โรเบิร์ต ก็ให้ ปู่และย่าของเธอ ย้ายออกมาจากบ้านที่ แมรี่แลนด์ และก็มาอยู่ด้วยกันกับครอบครัว โรเบิร์ต

สิ่งนี้ จึงเหมือนเป็นสิ่งที่ทำให้ เบรนด้า ต้องมาอยู่กับครอบครัวของ โรเบิร์ต และปู่ของ เบรนด้า ยังบอกอีกว่า มันมีอยูวันหนึ่ง ที่ปู่จะไปเข้าห้องน้ำ แต่ตอนนั้น เค้าเห็นว่า ตัว โรเบิร์ต ยืนอยู่หน้าห้องของ เบรนด้า และจ้องเข้าไปที่ห้องของ เบรนด้า

และนี่คือ แรงจูงใจที่ตำรวจได้สันนิษฐานขึ้นมา แต่ โรเบิร์ตก็ยังไม่รับผิดในทุกข้อกล่าวหา ทางเคที่ ภรรยาของ โรเบิร์ต ยังยืนยันอีกด้วยว่า โรเบิร์ต ไม่ได้ทำการฆาตกรรม ครอบครัวลิน อย่างแน่นอน เพราะ โรเบิร์ต ได้นอนอยู่บนเตียงกับเธอในคืนวันนั้น ไม่ได้ออกไปไหน

และก็มีการสู้คดีกันแบบนี้ ในชั้นศาล ไปเรื่อยๆ จนมาถึงการพิจารณาคดีของ โรเบิร์ต ในครั้งที่ 4 

ในวันที่ 29 มิถุนายน ปี 2016 มีผู้พิพากษาคนใหม่ที่มารับผิดชอบคดีนี้ เธอมีชื่อว่า อลิซาเบธ ฟูลเลอร์ตัน ( Elizabeth Fullerton ) ก็นำมาเสนอชั้นศาล เหมือนเดิม นอกจากนั้น ยังมีอีก 1 ข้อที่อ้างว่า วันที่ โรเบิร์ต ไปพบกับศพของ ครอบครัวลิน ทำไม โรเบิร์ต ไม่ไปตรวจสอบชีพจร หรือว่าพยายามจะช่วยเหลือทุกคนเลย ทั้งที่ตัว โรเบิร์ต เอง ก็เป็นบุคลากรทางการแพทย์เก่า ของประเทศจีน ทำไมเค้าถึงเพิกเฉย

และแถมยังทิ้งให้เคที่ อยู่บ้านหลังนี้เพียงลำพัง และตัวเค้าไปรับ พ่อและแม่ของ เคที่แทน โรเบิร์ตไม่กลัวหรือ หากมิน ลิน เป็นคนฆ่าครอบครัว ตัวมิน ลิน อาจจะกลับมาฆ่า เคที่ ได้ เพราะตอนนั้น ยังไม่พบศพของมิน ลิน

จุดจบ ของ โรเบิร์ต

ในวันที่ 12 มกราคม 2017 คณะลูกขุนและศาล ได้ลงความเห็นกันว่า โรเบิร์ต มีความผิดจริง ในข้อหา ฆาตกรรม 5 ข้อหา เพราะว่าฆ่าไปทั้งหมด 5 ศพ และโทษของ โรเบิร์ต คือ ต้องถูกจำคุกตลอดชีวิต 5 ครั้ง

ซึ่งในวันสุดท้าย เคที่ ภรรยาของโรเบิร์ต ก็ยังยืนยันความบริสุทธิ์ของ โรเบิร์ต ส่วนตัวโรเบิร์ตเอง ก็ยังยืนยันว่าเค้าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ดี

คดีนี้จึงได้ปิดตัวลง ในที่สุด


ที่มา:

  • www.dailymail.co.uk
  • www.abc.net.au
  • https://ichi.pro/
  • http://www.dailytelegraph.com.au
  • www.smh.com.au
  • www.nzherald.co.nz
  • www.theguardian.com

The Lin Family Murders
The Lin Family Murders

Shared: